กรีซเป็นข่าวนานๆ ครั้งหลังวิกฤติเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศใช้เงินสกุลยูโรได้ผ่านไปถึงไซปรัส ทั้งที่เศรษฐกิจของกรีซยังตกอยู่ในภาวะวิกฤติเช่นเดิม
เมื่อต้นสัปดาห์ รัฐสภากรีซยินยอมให้ฝ่ายบริหารปลดพนักงานของรัฐออก 15,000 คนเพื่อลดค่าใช้จ่ายตามข้อตกลงที่กรีซทำไว้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารกลางยุโรปซึ่งเป็นผู้ให้เงินกู้ฉุกเฉินสำหรับแก้วิกฤติ ย้อนไปเมื่อวันที่ 17 เมษายน หัวหน้างานชาวกรีซสามคนยิงปืนลูกซองเข้าใส่กลุ่มหนักงานเก็บผลไม้ในไร่สตรอว์เบอร์รี่ คนงานเหล่านั้นส่วนใหญ่ไปจากบังกลาเทศซึ่งรวมตัวกันกดดันให้นายจ้างจ่ายค่าแรงที่ค้างอยู่ คนงานราว 30 คนถูกลูกปืน
ผู้ให้กู้เงินฉุกเฉินกดดันรัฐบาลให้ปลดพนักงานของรัฐจำนวนมากเนื่องจากพวกเขามองว่ารัฐมีพนักงานมากเกินไปจนมีส่วนทำให้งบประมาณขาดดุลสูง ที่มาของการมีพนักงานรัฐจำนวนมากเกิดจากนโยบายแนวประชานิยม นั่นคือ นักการเมืองโดยเฉพาะในฝ่ายรัฐบาลแสวงหาความนิยมผ่านการสนับสนุนให้รัฐบาลรับพนักงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจ่ายเงินเดือนสูงและให้สวัสดิการดีจึงมีชาวกรีซจำนวนมากอยากได้งานนั้น เงินเดือนและสวัสดิการของพนักงานรัฐมีส่วนทำให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณสูงมากซึ่งต้องปิดด้วยการกู้ยืมเพิ่มขึ้น เมื่อปีที่กรีซล้มละลายและไปขอกู้เงินจากไอเอ็มเอฟและธนาคารกลางยุโรปนั้น รัฐบาลขาดดุลงบประมาณสูงถึงเกือบ 13 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) และตอนนี้เป็นหนี้สูงถึง 170 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี
ตัวเลขเหล่านั้นทำให้ผู้เชี่ยวชาญมักตอบว่า ไทยจะไม่เป็นเหมือนกรีซเมื่อมีผู้ถามว่าไทยมีทางล้มละลายคล้ายกรีซหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญตอบเช่นนั้นเพราะรัฐบาลไทยขาดดุลงบประมาณเฉลี่ยราว 1 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีในช่วงสามปีที่ผ่านมา และตอนนี้รัฐบาลมีภาระหนี้สินอยู่เพียงประมาณ 44 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี กระนั้นก็ตาม มีผู้แย้งว่าไทยจะใช้เกณฑ์ที่ต่างประเทศใช้วัดภาระหนี้สินไม่ได้เนื่องจากไทยมีกำลังจ่ายน้อยกว่า นั่นคือ ไทยเก็บภาษีได้ราว 17 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ในขณะที่ประเทศอื่นเก็บได้สูงกว่ามากโดยเฉพาะประเทศก้าวหน้าทั้งหลายที่ใช้เกณฑ์ดังกล่าว กรีซเก็บภาษีได้เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีซึ่งนับว่าอยู่ในระดับต่ำเสียด้วยซ้ำไป ฉะนั้น ไทยจะต้องคิดให้หนักในด้านการจะกู้มาเพิ่มอีก 2.2 ล้านล้านบาทเพื่อก่อสร้างปัจจัยพื้นฐานนอกเหนือจาก 3.5 แสนล้านบาทที่กู้มาใช้ในโครงการบริหารจัดการน้ำ
ทางด้านการยิงคนงานเก็บสตรอว์เบอร์รี่ ที่มาของเรื่องคือชาวกรีซไม่ต้องการทำงานจำพวกใช้แรงงาน พวกเขาต้องการทำงานในสำนักงานเท่านั้น ถ้าได้เป็นพนักงานของรัฐก็ยิ่งชอบ ฉะนั้น เมื่อเจ้าของไร่ หาจ้างชาวกรีซไม่ได้ พวกเขาจึงไปจ้างคนงานจากต่างประเทศด้วยค่าแรงราว 750-1,000 บาทต่อวัน ชาวกรีซปฏิเสธที่จะทำงานนั้นทั้งที่ประเทศมีคนว่างงานสูงมากถึง 27 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนคนในวัยทำงาน การปฏิเสธที่จะทำงานหมายถึงการไม่มีผลผลิต แต่ แน่ละ คนเหล่านั้นยังต้องการบริโภค การบริโภคโดยไม่มีการผลิตเป็นปัจจัยพื้นฐานของการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ
ชาวไทยไม่ต่างกับชาวกรีซในด้านที่รังเกียจงานจำพวกใช้แรงงานและต้องการทำงานในสำนักงาน ยิ่งเป็นงานราชการยิ่งชอบ ทัศนคติแนวนี้เป็นที่มาเบื้องต้นของปรากฏการณ์หลายอย่างรวมทั้งการจ้างแรงงานนับล้านคนจากประเทศเพื่อนบ้านและระบบการศึกษาซึ่งกำลังประสบปัญหาร้ายแรง
อาจมีผู้แย้งว่าเมืองไทยขาดแรงงานจึงต้องจ้างแรงงานต่างชาติ แต่นั่นไม่เป็นความจริงเสมอไปเพราะคนไทยอีกจำนวนมากทำงานไม่เต็มที่ เรื่องนี้มีให้ดูอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะจำพวกเร่ขายของในที่ต่างๆ รวมทั้งตามตลาดนัด บนทางเท้า ตามหน้าศูนย์การค้า บนสะพานข้ามถนน บนทางเดินลอยฟ้าเช่นย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พวกเร่ขายของเหล่านี้ส่วนหนึ่งมีการศึกษาถึงระดับมหาวิทยาลัยซึ่งทำให้เขามองว่างานใช้แรงงานต่ำกว่าสถานะของตน ส่วนคนที่ไม่มีการศึกษาสูงขนาดนั้นก็ยังมองว่างานใช้แรงงานเป็นงานชั้นต่ำ
ทัศนคติเช่นนั้นเป็นปัจจัยพื้นฐานของปรากฏการณ์ทางการศึกษาที่มีการกวดวิชาอย่างแพร่หลายและมีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหง การกวดวิชามุ่งไปที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผู้เข้ากวดวิชายังไม่มีรายได้แต่ต้องใช้เงิน นั่นคือการบริโภคที่ไม่มีการผลิตชนิดหนึ่ง ส่วนการเรียนให้ได้ปริญญาเกิดจากความหวังว่ามันจะเป็นใบเบิกทางไปสู่งานจำพวกในสำนักงาน หรืองานราชการ มหาวิทยาลัยจึงเกิดขึ้นมาสนองความต้องการนั้น ผู้เรียนจำนวนมากเรียนจบปริญญาตรีแล้วไม่มีงานทำจึงมุ่งไปทำปริญญาโทต่อส่งผลให้มหาวิทยาลัยหลายๆ แห่งแข่งขันกันเปิดหลักสูตรปริญญาโทซึ่งเรียนกันแบบห้องละนับร้อยคนและอาจารย์วนไปสอนตามที่ต่างๆ อย่างฉาบฉวย คุณภาพของการศึกษาจะเป็นอย่างไรไม่ค่อยได้รับการใส่ใจยังผลให้เกิดภาวะจำพวก “จ่ายครบ จบแน่นอน”
การมีนักศึกษาและผู้จบปริญญาและไม่จบปริญญามากมายที่ไม่มีงานทำ หรือทำงานจำพวกไม่เต็มเวลาหมายความว่าพวกเขาไม่มีการผลิต หรือผลิตน้อย แต่ยังบริโภคเช่นเดิม จะสังเกตได้ว่าทุกคนมักแต่งกายทันสมัยและใช้โทรศัพท์แบบล่าสุด การเป็นหนี้สินและขายไร่ขายนาเพื่อเอาเงินมาสนับสนุนการศึกษาและวิถีชีวิตแบบนั้นคือต้นตอของปัญหาอย่างหนึ่งซึ่งผู้บริหารประเทศจะต้องมองให้ทะลุว่ามันจะทำไทยให้เหมือนกรีซ แต่ ณ วันนี้ดูจะไม่มีใครในระดับผู้นำประเทศตระหนักถึงปัญหาส่งผลให้เมืองไทยคล้ายคนตาบอดซึ่งกำลังเดินทางไปตกเหว









