วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตัวเลขอัตราโตของเศรษฐกิจจีน : ทุกจุดทศนิยมอยู่ในความสนใจ

พอตัวเลขอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน สำหรับไตรมาสแรกของปีนี้ ออกมาที่ 7.7% ตลาดหุ้นทั่วโลกก็หวั่นไหว

เหมือนจะเชื่อว่ามังกรกำลังจะอ่อนแรง และดับความหวังที่จีนจะเป็น “หัวรถจักร” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยุโรปกับสหรัฐทำท่าว่าจะเดี้ยง

แต่ก็อย่าได้ไหวหวั่น เพราะว่านักเศรษฐศาสตร์จีน พยากรณ์ล่าสุดว่า ไตรมาสสองจะเห็นอาการกระเตื้องขึ้นของเศรษฐกิจจีน และอาจจะมีอัตราโตที่ 8%

อัตรา 7.7% ของไตรมาสแรกนั้น เขาบอกว่า “ต่ำกว่าคาด” จึงเกิดปฏิกิริยาทางลบจากหลายสำนัก
แต่ถ้าไตรมาสสอง เห็นตัวเลข 8% เราก็จะได้ยินแนวทางวิเคราะห์ “ฟื้นได้เร็วเกินคาด” ได้เช่นกัน

นักวิเคราะห์จีนเอง ไม่ได้มีแนวคิดทางลบเหมือนทางตะวันตก เพราะว่าเขาเกาะติดตัวเลขและความเคลื่อนไหวค่อนข้างใกล้ชิด

จึงเห็นการสร้างสต็อกสินค้าตั้งแต่เดือนเมษายนนี้ โดยเฉพาะหากว่าสหรัฐและยุโรป ยังเดินหน้าอัดฉีดเงินเข้าระบบ ที่เรียกว่า QE (Quantitative Easing) อย่างต่อเนื่อง และราคาสินค้าโภคภัณฑ์กระเตื้องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ดูจากตัวเลขอัตราโตเศรษฐกิจของจีนในช่วงหลัง ก็พอจะเห็นภาพการ “ชะลอตัว” ที่ชัดเจน เพราะว่าไตรมาสแรกของปีก่อน อยู่ที่ 7.9% พอไตรมาสแรกปีนี้ หล่นไปที่ 7.7% ก็ย่อมจะต้องสร้างความกังขาให้กับคนข้างนอก

พอความต้องการสินค้าในสหรัฐและยุโรปหดตัวลง เพราะว่าเศรษฐกิจย่ำแย่ จีนในฐานะเป็นประเทศส่งออกที่สำคัญ ก็ย่อมจะต้องได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น ใครที่คิดว่าจีนต้องการจะมีความขัดแย้งกับยักษ์ใหญ่ด้านตะวันตก เช่น สหรัฐและยุโรป ก็ต้องตระหนักว่าโลกในยุคนี้ อะไรที่กระเทือนภูมิภาคหนึ่งก็จะต้องกระทบอีกภูมิภาคหนึ่ง อย่างช่วยไม่ได้

จีน ยอมรับว่าในไตรมาสแรกนั้น การส่งออกที่หดตัวลง คือ ด้านสิ่งทอ และกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเดินเรือ และความต้องการภายในประเทศ ไม่สามารถขยับขึ้นเพื่อชดเชยสิ่งที่หดหายไปในตลาดต่างประเทศได้

ที่เป็นหัวใจของการปรับ “โมเดล” เศรษฐกิจของจีน คือ การมุ่งสร้างความเติบโตภายในประเทศ และกระตุ้นการใช้จ่ายของคนจีนเอง เพื่อจะได้ลดการพึ่งพาการส่งออก

เหมือนกับที่รัฐบาลไทย ได้ประกาศเป็นรูปแบบของการ “สร้างดุลใหม่” เพื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศจะได้ไม่เปราะบาง เมื่อต้องเจอกับความผันผวนในตลาดระหว่างประเทศ

การปรับตัวตาม “โมเดลสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน” อย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดได้ชั่วข้ามคืน หากแต่ว่าเป็นกระบวนการยาวนาน ที่ต้องอาศัยการใช้มาตรการส่งเสริมสนับสนุนจากรัฐสู่เอกชนที่ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง

การสร้างความต้องการในประเทศ ก็จะต้องทำอย่างระมัดระวังและมีดุลที่เหมาะสม เช่นกัน
เพราะว่า จีน หวั่น ๆ เรื่อง “ฟองสบู่” ในประเทศ โดยเฉพาะในแวดวงอสังหาริมทรัพย์อยู่เช่นกัน หากว่าไม่มีมาตรการที่ทันเหตุการณ์และมีประสิทธิภาพอย่างจริงจัง

จีน เป็นชาติที่ใหญ่มาก ทั้งในแง่พื้นที่และจำนวนประชากร ดังนั้น การจะออกมาตรการอะไรที่จะให้ได้ผลอย่างจริงจังทั้งประเทศ เป็นเรื่องหนักหนาพอสมควร

แต่ไม่ทำก็ไม่ได้ และหากทำอย่างไม่เสมอภาคระหว่างเมืองใหญ่กับชนบท ก็จะเกิดปัญหาสังคมและการเมืองตามมา ดังนั้น การบริหารประเทศภายใต้ผู้นำรุ่นใหม่ เช่น สี จิ้นผิง และ หลี่ เค่อเฉียง จึงเป็นเรื่องท้าทายยิ่งนัก

ถามว่า ปีนี้ทั้งปี เศรษฐกิจจีนจะโตที่เท่าไร ผมสรุปจากที่นักวิเคราะห์จีนหลายสำนักทำนายเอาไว้ ก็น่าจะอยู่ที่ 7.8% หรือประมาณ 0.2% สูงกว่าที่ตั้งเป้าเอาไว้

หากเป็นไปตามนี้ พลังเศรษฐกิจจีน ที่จะผลักดันเศรษฐกิจเอเชียและของโลก ก็ยังพอจะมีน้ำหนักในระดับหนึ่ง แต่จะหวังให้จีน “อุ้ม” เศรษฐกิจโลกทั้งหมด โดยที่มะกันและยุโรปเองไม่ช่วยตัวเองอย่างจริงจัง ก็เห็นจะเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง

นี่คือเหตุผล ที่ตัวเลขเศรษฐกิจจีน อยู่ในความสนใจของคนทั้งโลก...ทุกจุดทศนิยม!