วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทุนญี่ปุ่นกับยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของเวียดนาม

นับแต่เวียดนามได้ปฏิรูประบบเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่เรียกว่า โด๋ย เหม่ย (Doi Moi) ตั้งแต่ปี 2529 การพัฒนาทางเศรษฐกิจก็มุ่งสู่หนทางเสรีนิยมมากขึ้น

การลงทุนจากต่างชาติได้ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยในช่วงระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมาจะพบว่าเงินลงทุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเวียดนามที่สำคัญมาจากประเทศญี่ปุ่น ที่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ลงทุนอันดับหนึ่งของเวียดนามอย่างรวดเร็ว หลังจากปล่อยให้เกาหลีใต้เป็นผู้นำด้านการลงทุนในเวียดนามอยู่พักใหญ่ที่น่าสนใจคือ ไม่เพียงแต่บริษัทเอกชนของญี่ปุ่นเท่านั้นรัฐบาลญี่ปุ่นยังได้เข้ามาสนับสนุนเงินทุนในโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ดำเนินการอย่างรวดเร็วด้วย

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้ลงนามให้เงินช่วยเหลือเวียดนามเป็นจำนวนประมาณ 200,000 ล้านเยน หรือกว่า 60,000 ล้านบาท ใน 12 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเป็นความช่วยเหลือแบบเงินกู้ระยะยาวดอกเบี้ยต่ำ หรือ soft loan ในรูปของ “การช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาจากทางการ” (Official Development Assistance หรือ ODA) โครงการต่างๆ มีอาทิเช่น การก่อสร้างระบบรถไฟความเร็วสูงเชื่อมเมืองสำคัญๆ โดยเฉพาะฮานอย-โฮจิมินห์ซิตี้ การก่อสร้างถนนไฮเวย์ ในขณะเดียวกันยังมีโครงการปรับปรุงชลประทานสำหรับพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อเพิ่มผลิตผลทางการเกษตรด้วย

ในส่วนของภาคเอกชนญี่ปุ่น ก็ได้เร่งเข้ามาลงทุนในเขตอุตสาหกรรมที่ทางรัฐบาลเวียดนามจัดหาไว้ให้ โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว จากการสำรวจพบว่า ญี่ปุ่นพยายามแสวงหาแหล่งลงทุนทางเลือกเพื่อลดต้นทุน หลังจากต้นทุนการผลิตทั้งค่าแรงและอื่นๆ ได้สูงขึ้นในประเทศอย่างจีนและไทย อีกทั้งเวียดนามยังมีจุดเด่นด้านเสถียรภาพทางการเมือง และไม่มีความรู้สึกต่อต้านญี่ปุ่นแบบในประเทศจีนอีกด้วย สำหรับธุรกิจที่เข้ามาลงหลักปักฐานในเวียดนามก็มีตั้งแต่ กลุ่มโตโยต้า กลุ่มฮอนด้า กลุ่มมิตซูบิชิ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ ที่ตลาดในเวียดนามยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและกลุ่มทุนจากญี่ปุ่นก็ครองส่วนแบ่งตลาดเวียดนามสูงมาก

นอกจากในรูปของทุนแล้วญี่ปุ่นยังได้ให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แก่เวียดนาม โดยญี่ปุ่นได้ส่งผู้เชี่ยวชาญราว 5,000 คน และอาสาสมัครอีกกว่า 500 คนสำหรับการพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ และยังมีความร่วมมือในการฝึกฝนทักษะของแรงงานชาวเวียดนามให้เพิ่มสูงขึ้นซึ่งมีผู้เข้ารับการฝึกอบรมในญี่ปุ่นกว่า 18,000 คน

ในส่วนของเวียดนามเอง ได้มีนโยบายส่งเสริมปรับปรุงสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับการลงทุนให้ตรงตามความต้องการของนักลงทุนชาวญี่ปุ่น มีการให้มาตรการจูงใจด้านภาษีที่ดึงดูดนักลงทุน การจัดตั้งเขตอุตสาหกรรม (Industrial Zone) ในจังหวัดที่มีศักยภาพและมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจทางทะเล (marine economic zones) รวม 15 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งถ้าไม่อยู่ติดชายฝั่งทะเล ก็จะเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจมาก่อน เช่น เมืองไฮฟองที่อยู่ติดชายฝั่งทะเล เมืองโฮจิมินห์ซิตี้ เคยเป็นเมืองหลวงเก่ามีศักยภาพทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว จังหวัด Ba Ria-Vung Tau (บาเรียหวุง เต่า) ที่มีศักยภาพในการพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติที่สำคัญ รวมทั้งยังมีท่าเรือเพียบพร้อมทางด้านระบบโลจิสติกส์ ดังนั้น ยุทธศาสตร์การพัฒนาเขตพื้นที่เศรษฐกิจของเวียดนามได้พิจารณาถึงความเหมาะสมทางด้านภูมิศาสตร์เศรษฐกิจเป็นปัจจัยนำเสนอต่อผู้ลงทุน ในบรรดาโครงการที่เข้ามาลงทุนก็เริ่มเป็นอุตสาหกรรมไฮเทคมากขึ้น ตามนโยบายของเวียดนามที่มียุทธศาสตร์มุ่งสู่การเป็นเขตอุตสาหกรรมไฮเทคด้วย

มาตรการส่งเสริมการลงทุนของเวียดนาม และการเข้ามาลงทุนพร้อมกับให้ความช่วยเหลือพัฒนาโครงการพื้นฐานของญี่ปุ่นนี้ ดูจะละม้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน ที่ญี่ปุ่นก็เข้ามาในลักษณะนี้ สิ่งที่แตกต่างก็คือ สปีดการลงทุนและการให้ความช่วยเหลือดูจะมีความรวดเร็วและกระชับ ทำให้เวียดนามน่าจะเติบโตได้เร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาเสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายที่ต่อเนื่องด้วย

ประเทศไทยเองคงไม่อาจอยู่เฉย จะต้องเร่งรัดยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และการเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของการผลิตในภูมิภาค ดังนั้น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นสิ่งที่จำเป็น และต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและปัญหาหนี้สาธารณะ ความสมดุลยังเป็นสิ่งสำคัญเสมอ ในขณะที่ต้องรักษาเสถียรภาพทางการเมืองด้วย