วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าให้บีอาร์เอ็นอ้างสันติภาพ บนซากศพผู้บริสุทธิ์

การที่แกนนำบีอาร์เอ็น ซึ่งร่วมอยู่ในกระบวนการพูดคุยสันติภาพกับรัฐบาลไทย ฉวยจังหวะช่วงชิงการนำด้วยการเสนอ

ข้อเรียกร้อง 5 ข้อผ่านคลิปวีดิโอที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ยูทิวบ์ จนหลายคนวิจารณ์ว่าบีอาร์เอ็นกำลังตบหน้าไทยนั้น มีหลายประเด็นที่น่าพิจารณาโดยไม่ควรปล่อยให้ผ่านเลยไป...

ประเด็นแรก คือ คำแถลงโดยเฉพาะในส่วนของข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อ ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดพูดถึงการลดความรุนแรงในพื้นที่เลย เสมือนหนึ่งว่ากลุ่มบีอาร์เอ็นใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาตลอดนั้นเป็นเงื่อนไขต่อรอง เพราะตั้งแต่ลงนามข้อตกลงริเริ่มกระบวนการสันติภาพกันมา ความรุนแรงในพื้นที่ก็ไม่ได้เบาบางลง แถมหนักข้อขึ้นด้วยซ้ำ

คำถามก็คือ ทำแบบนี้แฟร์หรือไม่?
ประเด็นที่ 2 การเผยแพร่คลิปวีดีโอเสนอข้อเรียกร้อง 5 ข้อก่อนวันนัดพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 เพียงไม่กี่วัน จะให้คนที่ได้ชมคลิปหรือรับทราบข่าวเขาคิดอย่างไร นอกจากฝ่ายบีอาร์เอ็นกำลังตบหน้าไทยและละเมิด
กติกาที่ตกลงกันไว้ ทั้งในแง่ของการกำหนดท่าทีที่ต้องผ่านผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุย คือมาเลเซียเท่านั้น และในแง่ของข้อเรียกร้อง 5 ข้อที่อยู่นอกเหนือจากข้อตกลงที่ลงนามร่วมกันเมื่อ 28 ก.พ.ทั้งสิ้น

คำถามก็คือ การกระทำลักษณะไม่ให้เกียรติกันแบบนี้ สมควรคุยกันต่อหรือเปล่า หรือฝ่ายไทยควรแสดงท่าทีอะไรบางอย่างบ้าง?

ประเด็นที่ 3 ถ้อยคำที่ใช้ในข้อเรียกร้อง โดยเฉพาะที่เรียกไทยว่า “นักล่าอาณานิคมสยาม” หรือ “สยามผู้เป็นนักล่าอาณานิคม” นั้น สะท้อนให้เห็นกรอบคิดเก่าแก่ของแกนนำบีอาร์เอ็น ที่จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อย่างชัดแจ้ง

เพราะสมัยที่ไทยและปัตตานี (ปาตานี) ยังเป็นอาณาจักรยุคโบราณ ต่างฝ่ายต่างก็เคยยกทัพโจมตีกันและกัน ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ เป็นมิตรกันบ้าง เป็นศัตรูกันบ้าง ไม่มีใครดีหรือเลวกว่าใครชัดเจน

ส่วนในยุคล่าอาณานิคมนั้น ต้องบอกว่าทั้งไทยและปัตตานีล้วนเป็น “เหยื่อ” ของนักล่าอาณานิคมตัวจริงอย่างอังกฤษ (เหมือนฝรั่งเศสกรณีไทยกับกัมพูชา) จะว่าไปแล้วทั้งไทยและปัตตานีต้องหันมาพูดคุยกันอย่างจริงใจเพื่อปลดชนวนปัญหาที่ชาตินักล่าอาณานิคมทิ้งเอาไว้มากกว่าจะมาทะเลาะกันเองหรือกล่าวหากันแบบนี้

อย่างไรก็ดี ความจริงที่ต้องยอมรับจากการที่ผมได้ลงไปทำงานในพื้นที่ต่อเนื่องหลายปีก็คือ สาระสำคัญของปัญหาชายแดนใต้ได้ถูกบิดเบือนไปมาก แน่นอนว่ารัฐไทยอาจจะไม่ได้ดีหรือเพอร์เฟคอะไรนักกับการอยู่ร่วมกับคนต่างศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เผามัสยิด หรือห้ามการประกอบศาสนกิจ ฯลฯ

ทว่าสิ่งที่ฝ่ายเลือกใช้ความรุนแรงปลุกระดมกันนั้นกลับบิดเบือนความจริงไปเยอะ เช่น การส่งทหารลงไปในพื้นที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยก็ถูกแปรสารว่าเป็นการส่งเจ้าหน้าที่ลงไปไล่ล่าคนมุสลิมให้ออกไปจากแผ่นดินไทย ทั้งๆ ที่จุดเริ่มต้นของการส่งทหารลงไปคือความรุนแรงที่เกินควบคุมหลังถูกปล้นปืน 413 กระบอกเมื่อ 4 ม.ค.2547

ก่อนหน้านั้น 2 ปีไม่มีหน่วยงานพิเศษ ไม่มีกฎหมายพิเศษ ไม่มีทหารพราน และไม่มีทหารจากนอกพื้นที่เลย เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกฯในขณะนั้นได้ยุบ ศอ.บต. และ พตท.43 ไปตั้งแต่ปี 2545 แล้ว

นี่คือความจริงที่ฝ่ายต่อต้านรัฐไม่เคยพูด และไม่พยายามรับรู้ แถมยังเดินหน้าใช้วาทกรรมบิดเบือนเกินที่จะรับได้ ดังเช่นการย้อนไปในยุคล่าอาณานิคม ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงก็ไม่ได้เป็นตามที่อ้าง

ที่สำคัญการมาอ้างสันติภาพบนซากศพเหยื่อความรุนแรงที่ตนเองร่วมก่อ หรือไม่ก็เป็นตัวหลักในการก่อเสียเอง ถือเป็นความชอบธรรมที่จะอ้างได้หรือไม่ แม้จะบอกว่าต้องการต่อสู้กับทหารตำรวจ แต่การเข้าไปยิงครูถึงในโรงเรียนต่อหน้าเด็กนักเรียนนับร้อย การวางระเบิดไปโดนเด็กจนพิการหรือเป็นเจ้าหญิงเจ้าชายนิทรา (ถึงวันนี้หลายคนก็ยังไม่ฟื้น) อ้างความชอบธรรมเพื่อสันติภาพได้ด้วยหรือ

ถ้าบีอาร์เอ็นต้องการสันติภาพจริงต้องตั้งต้นกันใหม่ ด้วยการวางเป้าหมายไว้ที่สันติภาพ ไม่ใช่ใช้สันติภาพเป็นเครื่องมือเพื่อนำไปสู่ความต้องการอื่นหรือวาระที่ตนเองซ่อนเอาไว้

แต่หากบีอาร์เอ็นยังยืนยันแนวทางนี้ก็ป่วยการที่จะพูดคุยกันต่อไป และสิ่งที่รัฐไทยควรทำก็คือปฏิรูปการจัดการปัญหาชายแดนใต้ใหม่ทั้งระบบ โดยเอาคนในพื้นที่เป็นตัวตั้ง

ไม่ใช่ปล่อยให้คนที่อยู่นอกประเทศมาฉวยโอกาสกดปุ่มหาประโยชน์!