วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทำไม..ญี่ปุ่นถอนตัว ประมูลจัดการน้ำ

อีกไม่กี่วันก็จะครบกำหนด 45 วันหลังการชี้แจงทีโออาร์จัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน

ซึ่งเอกชน 6 กลุ่มบริษัทจะต้องยื่นแบบเพื่อประมูลรอบสุดท้ายนับจากวันที่ 3 พ.ค. ซึ่งล่าสุดจะเรียกว่าข่าวใหญ่หรือเป็นเรื่องที่หลายคนประเมินกันอยู่แล้วว่า เงื่อนไขการประมูลตามทีโออาร์ที่รัฐกำหนดเอาไว้

ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดราคาสูงสุดหรือ (GMP) การกำหนดเงื่อนไขอีไอเอ และการเจรจาเวนคืนที่ดินให้เอกชนทำให้รายใหญ่ๆ อย่างกิจการร่วมค้าญี่ปุ่นประกาศถอนตัวออกจากการประมูลเพราะรับเงื่อนไขที่ต้องรับภาระและประเมินว่าอาจจะไม่คุ้มทุนได้

ทำหนังสืออย่างเป็นทางการขอถอนตัวระบุในข้อความในหนังสือฉบับว่ากิจการร่วมค้าญี่ปุ่นไทยได้แสดงความขอบคุณที่รัฐบาลไทยได้เชิญบริษัทให้เข้าร่วมในโครงการดังกล่าว และได้มีการทำงานมาตลอด ทางบริษัทรู้สึกดีใจ แต่หลังจากที่ได้หารือกันในเชิงการค้า บริษัทตัดสินใจที่จะไม่เสนอโครงการในที่สุด

นั่นอาจจะเป็นเหตุผลในเบื้องหน้า แต่ในเบื้องหลัง ญี่ปุ่นได้แสดงออกถึงความไม่พอใจตั้งแต่ผ่านรอบแรกเพราะผู้คว้า 9 โมดูลน้ำทั้งหมดมีเกาหลีเข้ารอบขณะที่ญี่ปุ่นแม้จะเข้ารอบจำนวนไม่กี่โมดูลทำให้ญี่ปุ่นออกอาการงอนในรอบแรก ส่งทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยเข้าไปเจรจากับ นายปลอดประสพ สุรัสวดี ถามถึงเหตุผล แต่คำตอบในครั้งนั้นไม่เป็นที่พอใจมากนัก

การพูดคุยระหว่างญี่ปุ่น-ไทยเกิดขึ้นหลายครั้ง แม้แต่นายปลอดประสพเองก็ยอมรับว่า รู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ที่ได้เดินทางไปที่ประเทศญี่ปุ่น มีการหารือว่าถ้ากิจการร่วมค้าญี่ปุ่น-ไทย ไม่ร่วมเสนอโครงการ

ทางฝ่ายญี่ปุ่นถามย้ำว่า วันหน้าจะต่อรองได้หรือไม่ นายปลอดประสพตอบว่าไม่ได้ ซึ่งสิ่งที่ญี่ปุ่นกลัวมากคือความไม่คุ้มค่าในการลงทุนเนื่องจากหลังการตรวจสอบเงื่อนไขขั้นตอนของการขออนุญาตดำเนินการแล้วพบว่า กฎหมายไทยในเรื่อง อีไอเอ และการเวนคืนที่ดินเป็นเรื่องซับซ้อนและมีความเป็นไปได้สูงว่าอาจจะไม่สามารถดำเนินการได้ทันตามเวลากำหนด

นอกจากนี้รัฐบาลเองกำหนดราคาสูงสุดที่ไม่สามารถยืดหยุ่นได้หากงบประมาณเกินออกจากเพดานเอกชนต้องแบกรับทั้งหมดจึงเสี่ยงที่จะไม่คุ้มทุนหรือกำไรน้อยที่สุดซึ่ง กิจการร่วมค้าญี่ปุ่นไทย หันความสนใจเข้าร่วมโครงการบริหารจัดการน้ำของไทย ในลักษณะบริษัทที่ปรึกษาคุมการก่อสร้าง ซึ่งน่าจะคุ้มมากกว่า

อย่างไรก็ตามการที่ญี่ปุ่นถอนตัวในการประมูลน้ำ แม้ว่า นายปลอดประสพจะออกมาบอกว่าเป็นเครื่องยืนยันว่าทีโออาร์น้ำรอบคอบ แต่ในมุมกลับกันนักวิชาการที่ชี้ถึงข้อบกพร่องของทีโออาร์ทีระบุว่าการกำหนดราคาสูงสุดจะผลักให้เอกชนพยายามบริหารจัดการเพื่อให้ได้กำไรสูงสุดด้วยการบริหารโครงการแบบ 80% ใช้เป็นงบบริหารความเสี่ยงในเรื่องของการเจรจาเวนคืน การชดเชย รวมไปถึงขั้นตอนประกันความล่าช้าอื่นๆ

ทำให้ความจริงแล้วมีงบประมาณเหลือเพียง 20% เท่านั้นที่จะมาทุ่มเทในการก่อสร้างทำให้ความเป็นไปได้ที่จะได้งานที่ต่ำกว่าคุณภาพที่วางเอาไว้สูงมาก ซึ่งสุดท้ายแล้วผลเสียจะตกที่ประเทศไทยที่ได้โครงการไม่ดีเพียงพอ

นอกจากนี้การที่ญี่ปุ่นถอนตัวหลายคนอาจจะบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดา ของการลงทุนเมื่อไม่คุ้มก็ถอน แต่ในความเป็นจริงต้องยอมรับว่า ญี่ปุ่นลงทุนและค้าขายกับไทยมายาวนาน ในหลายอุตสาหกรรมเช่นรถยนต์ ไทยเกือบจะเป็นฐานการผลิตให้ รวมไปถึงยอดการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยถือเป็นอันดับหนึ่ง

ขณะที่เกาหลีมาลงทุนในไทยไม่มากนัก จึงเกือบจะบอกได้ว่าญี่ปุ่นรู้จักคนไทยดี จนสามารถประเมินความเป็นไปได้ของโครงการจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ละนำมาสู่เหตุผลการถอนตัวในที่สุด เหตุผลของญี่ปุ่นถอนตัวจึงมีประเด็นที่ต้องขบคิดว่า ขนาดญี่ปุ่นยังถอยแล้วรายอื่นๆ จะสู้ต่ออย่างไร คงต้องจับตาดูการประมูลรอบสุดท้ายนับตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค.นี้