วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วันหนึ่งในชีวิตของเศรษฐศาสตร์บัณฑิต

ชื่อเรื่องวันนี้เหมือนนิยาย แต่ไม่ใช่ เพราะผมมักจะถูกถามเสมอว่างานปัจจุบันเทียบกับสมัยอยู่แบงค์ชาติอันไหนยุ่งกว่า

วันนี้ก็อยากจะเขียนถึงงานที่ทำขณะนี้ในหลายบทบาทโดยจะพูดถึง วันพฤหัสที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมาเป็นตัวอย่าง เพราะมีหลายเรื่องที่น่าสนใจในวันนั้นที่ได้ไปร่วมหรือทำ วันนี้ก็เลยขอเขียนถ่ายทอดให้ผู้อ่านทราบ


8.30 - 9.15 น.

เช้าวันพฤหัสที่แล้ว สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือ IOD จัดหลักสูตรอบรมผู้บริหารบริษัทเอกชนที่ลงนามในโครงการแนวร่วมปฎิบัติของภาคเอกชนในการต่อต้านการทุจริตหรือ CAC โครงการ CAC เริ่มขึ้นตอนปลายปี 2010 เพื่อเป็นเวทีให้บริษัทเอกชนสามารถมีบทบาทร่วมกันในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เป็นรูปธรรม เป้าหมายของโครงการคือ ส่งเสริมการทำธุรกิจที่สะอาด โปร่งใส และปลอดคอร์รัปชั่น เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับการทำธุรกิจในประเทศไทย บริษัทเอกชนเข้าร่วมโครงการโดยสมัครใจ และเมื่อเข้าร่วมก็มีพันธกิจสามอย่างที่ต้องทำ

หนึ่ง ประกาศนโยบายชัดเจนโดยคณะกรรมการบริษัทว่าบริษัทจะไม่ทุจริตคอร์รัปชั่นในการทำธุรกิจ ไม่ว่ากับภาครัฐหรือเอกชน สอง วางระบบตรวจสอบและควบคุมภายในบริษัทเพื่อไม่ให้การทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดขึ้น สาม เชิญชวนบริษัทที่ทำธุรกิจด้วยกันเข้าร่วมโครงการ เพื่อขยายวงการทำธุรกิจที่สะอาด ดังนั้น หัวใจของโครงการ ก็คือ บริษัทดูแลตัวเองโดยไม่คอร์รัปชั่น ให้เป็นตัวอย่าง ให้บริษัทอื่นๆ เข้าร่วมเพื่อสร้างพลังร่วมกันของบริษัทเอกชนต่อต้านการทุจริต เพราะบริษัทส่วนใหญ่ ไม่อยากคอร์รัปชั่นอยู่แล้ว เพราะผิดกฏหมายและไม่ยั่งยืน

เพื่อช่วยบริษัทที่เข้าร่วมวางนโยบายและวางระบบควบคุมภายใน IOD จัดหลักสูตรอบรมให้กับผู้บริหารบริษัท (หลักสูตรที่ 1) ที่เน้นการวางนโยบาย และ (หลักสูตรที่ 2) ในระดับปฎิบัติการ ที่เน้นการวางระบบควบคุมภายในบริษัท และเมื่อบริษัทเข้าร่วมได้ทำครบ คือมีการประกาศนโยบาย มีการวางระบบควบคุมภายใน มีการนำไปปฎิบัติจริง และมีการสอบทานยืนยันจากหน่วยงานภายนอก คณะกรรมการ CAC จะรับรองการเป็นสมาชิกของ CAC ที่สมบรูณ์พร้อมประกาศเกียรติคุณและเชิดชูบริษัทเหล่านี้ ในฐานะที่เป็นบริษัทที่มีจริยธรรมและการกำกับดูแลกิจการที่ดีขั้นสูงของประเทศ

การอบรมวันพฤหัสเป็นหลักสูตรที่ 1 ที่ IOD จัดเป็นครั้งที่หก มีผู้บริหารเข้าร่วม 16 คนจากบริษัทที่ร่วมลงนาม 13 บริษัท วิทยากรวันนั้นมี ผม คุณระพี สุจริตกุล ที่ปรึกษาโครงการ CAC และ คุณวารุณี ปรีดานนท์ จากบริษัท PricewaterhouseCoopers การอบรมและโครงการ CAC เป็นที่สนใจของผู้บริหารภาคเอกชน เห็นได้จากจำนวนบริษัทที่เข้าร่วมโครงการได้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 162 บริษัท ผมเองบรรยายเป็นคนแรก ประมาณ 45 นาที จากนั้นคุณระพี และคุณวารุณีก็รับช่วงต่อ


9.30 - 12.00 น.

เข้าร่วมงาน SEC for CEO ครั้งที่ 3 ของสำนักงาน กลต. ซึ่งเป็นงานที่ธนาคารโลกประกาศผลการประเมินบรรษัทภิบาลตลาดทุนไทย ซึ่งผลออกมาดี คือ “ประเทศไทยมีเกณฑ์และการปฎิบัติที่ได้ตามมาตรฐานสากลในระดับที่เป็นผู้นำภูมิภาค มีคะแนนในทุกหมวดสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในภูมิภาคเอเชียที่เข้าการประเมิน” ผลสรุปดังกล่าวชี้ถึงพัฒนาการด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทจดทะเบียนไทยที่มีต่อเนื่อง จากการทำงานของ กลต. ธนาคารแห่งประเทศไทย และผ่านโครงการต่างๆ ของตลาดหลักทรัพย์ สมาคมบริษัทจดทะเบียนและสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย เช่น การจัดอบรมกรรมการ การประเมินบรรษัทภิบาลของบริษัทจดทะเบียน (CG Report) ซึ่งถือเป็นต้นแบบของประเทศกำลังพัฒนาที่ประสบการณ์สำเร็จในการการผลักดันให้เกิดบรรษัทภิบาลอย่างมาก ซึ่งต้องถือเป็นข่าวดีสำหรับทุกคน

หลังการแถลงผลมีการเสวนาในหัวข้อ "ต่อยอดความสำเร็จ......จาก CG สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน" ซึ่งผมเข้าร่วมด้วย ร่วมกับ คุณจรัมพร โชติกเสถียร คุณชนิทร์ ว่องกุศลกิจ ดร.สุภัค ศิวะรักษ์ คุณวรวรรณ ธาราภูมิ และ ดร.สันติ กิระนันท์ ผมได้ให้ความเห็นในเรื่องการต่อยอดความสำเร็จว่าควรทำในสามแนวทาง คือ หนึ่ง ส่งเสริม CG หรือการกำกับดูแลกิจการที่ดีต่อไป โดยยกระดับ CG บริษัทจดทะเบียนให้ไปสู่มาตรฐานสากลที่สูงขึ้น และเน้นการปฎิบัติให้เกิดขึ้นจริงคือเน้น Substance มากกว่า Form สอง ลดความแตกต่างในเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดีระหว่างบริษัทจดทะเบียนให้น้อยลง ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะเพิ่มคุณภาพด้านธรรมาภิบาลให้กับตลาดทุนไทย และ สาม ขยาย CG ไปสู่บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก นอกตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะ SME และองค์กรไม่แสวงหากำไร เช่น มูลนิธิ และสมาคมต่างๆ เพื่อให้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีมีการใช้ประโยชน์ในการทำธุรกิจในประเทศอย่างกว้างขวาง


14.00 - 16.00 น.

เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษให้กับสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูงสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ในหัวข้อ ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทย และธุรกิจประกันภัย ซึ่งผมถูกเชิญในฐานะประธานคณะกรรมการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย คุณประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานได้ให้เกียรติมากล่าวแนะนำเปิดการบรรยาย ซึ่งผมได้ให้ความเห็นในสามประเด็นคือ หนึ่ง เศรษฐกิจไทยขณะนี้ขยายตัวได้ดี ประมาณการล่าสุดส่วนใหญ่ทั้งต่างประเทศ และในประเทศมองใกล้เคียงกันว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวปีนี้และปีหน้าประมาณ 4.5 - 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญคือ เงินทุนไหลเข้า อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ การใช้จ่ายภาครัฐ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคที่ดีขึ้น ตรงกับที่ต่างประเทศมองประเทศไทยขณะนี้ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังไปได้ดีจากปัจจัยพื้นฐานที่เข้มแข็ง ความสามารถของเศรษฐกิจในการปรับตัว (Resilient) จากปัญหาต่างๆ เช่น น้ำท่วม และการเมืองในประเทศ นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยก็อยู่ในพื้นที่ที่กำลังเติบโต คือ เอเชียตะวันออก และการเมืองในประเทศที่เงียบลงก็สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนมากขึ้น

ประเด็นที่สอง ในระยะสั้นความเสี่ยงสำคัญก็คือ ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจจากเศรษฐกิจที่อาจขยายตัวเกินผลดีถ้าบริหารจัดการไม่ดี จนเป็นเศรษฐกิจที่ใช้จ่ายเกินตัว นำไปสู่ภาวะฟองสบู่ ความไม่สมดุลย์และล่อแหลมต่อการเกิดปัญหารุนแรง โดยเฉพาะเมื่อเงินทุนไหลเข้าเปลี่ยนเป็นไหลออก นอกจากนี้เหตุการณ์ในยุโรปก็ยังไม่แน่นอน และอาจกลับมากระทบเศรษฐกิจโลกอีกรอบได้ ประเด็นที่สาม สำหรับธุรกิจประกันภัย ความเสี่ยงที่ต้องตระหนักมากขึ้น ก็คือ ความเสี่ยงที่มาจากกลไกของระบบโลกาภิวัตน์ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน หรือ Platform ที่ธุรกิจทั้งโลกใช้ร่วมกัน เช่น Internet ระบบการขนส่ง ระบบชำระเงิน รวมถึง ภาวะอากาศที่ผิดปกติ สิ่งเหล่านี้เป็นความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดต่ำ แต่ถ้าเกิดจะมีผลกระทบมาก ดังนั้นถ้ามีจุดบกพร่องหรือมีปัญหาเกิดขึ้น ก็จะทำให้ธุรกิจทั่วโลกชะงักได้ ภาวะชะงักงันนี้เป็นความห่วงใยของนักธุรกิจทั่วโลก และคงต้องอาศัยการทำหน้าที่ของธุรกิจประกันที่จะช่วยบริษัทเอกชนบริหารความเสี่ยงในประเด็นเหล่านี้

18.30 - 21.00 น.

ร่วมเป็นวิทยากรให้กับการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2556 ของสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทยในหัวข้อ บทบาทภาคธุรกิจเพื่อผลักดันการต่อต้านคอร์รัปชั่นอย่างเป็นรูปธรรม ร่วมกับ คุณประทีป ตั้งมติธรรม ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ และคุณวิชัย อัศรัสกร ซึ่งวิทยากรทุกท่านให้ความหวังว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นของประเทศสามารถลดทอนได้ ถ้าภาคเอกชนและคนไทยทุกภาคส่วนร่วมกันแก้ไขปัญหา ซึ่งผมเห็นด้วยเพราะไม่มีอะไรใหญ่เกินความร่วมมือของคนส่วนใหญ่ของประเทศ และได้พูดถึงความก้าวหน้าของโครงการ CAC ให้ที่ประชุมทราบ พร้อมเชิญชวนบริษัทจดทะเบียนให้มาร่วมมากขึ้น

ก็คงพอเดาออกว่างานขณะนี้ คงน่าจะยุ่งเหมือนกัน