เชื่อหรือไม่ว่าแนวคิดการ"ห้าม"ครองสิทธิข้ามสื่อ 3 สื่อพร้อมๆกันคือหนังสือพิมพ์,โทรทัศน์และวิทยุ
ยังล้าหลัง-ตกค้าง-หลงเหลืออยู่ในหมู่นักวิชาการไทยที่ปัจจุบันไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีในโลกสื่อสารมวลชนสมัยใหม่ที่มีการข้ามสื่อในรูปแบบ Convergence ไปสู่ทุก Platform เพื่อแข่งขันกันเข้าถึงผู้บริโภคในทุกหนทุกแห่งทุกช่วงเวลา
ข้อเสนอห้าม"การครองสิทธิข้ามสื่อ"เป็นของคณะที่ปรึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เสนอต่อคณะกรรมการกิจกรรมการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) เป็นส่วนหนึ่งในหัวข้อใหญ่"โครงการกำหนดลักษณะและมาตรการป้องกันการกระทำอันเป็นการครอบงำกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ ภาคธุรกิจ"
กรณี การครองสิทธิข้ามสื่อ 3 สื่อคือหนังสือพิมพ์+โทรทัศน์+วิทยุ
1.ให้ครองได้ 2 ใน 3 ระหว่างหนังสือพิมพ์,โทรทัศน์,วิทยุ ที่เป็นบริการทางธุรกิจระดับชาติ ส่วนบริการทางธุรกิจระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่นอนุญาตให้ทำได้ เพราะ Achieve Locality
2.ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์และวิทยุแล้วและมีหนังสือพิมพ์อยู่ด้วยในปัจจุบัน ให้ดำเนินการต่อไป แต่ถ้าใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์หรือวิทยุหมดอายุ การต่อใบอนุญาตให้มีเงื่อนไขว่าให้สามารถถือครองใบอนุญาตได้เพียงโทรทัศน์หรือวิทยุอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น หรือถือครองได้ทั้ง 2 อย่าง แต่ต้องไม่ทำหนังสือพิมพ์ต่อไป
3.สำหรับผู้ประกอบการใหม่ หากมีหนังสือพิมพ์อยู่แล้ว ให้เลือกใบอนุญาตได้แค่โทรทัศน์หรือวิทยุอย่างใดอย่างหนึ่ง
ข้อเสนออีกกรณีคือการครองสิทธิข้ามสื่อ 2 สื่อคือโทรทัศน์+ วิทยุ
การควบรวมกิจการระหว่างโทรทัศน์และวิทยุที่เป็นบริการทางธุรกิจระดับชาติ Terrestrial หากแต่ละประเภทมีมาร์เก็ตแชร์ อยู่มากกว่าร้อยละ 30 ต้องขออนุญาต
ผมเข้าใจว่าที่มาของข้อเสนอนี้ คณะที่ปรึกษาจากธรรมศาสตร์น่าจะได้"โจทย์"จากกสทช.ที่ยังอิงรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 47 ที่ระบุว่า"ให้องค์กรที่ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่กำกับการประกอบกิจการสื่อสารมวลชน กำหนดมาตรการป้องกัน การควบรวมสื่อ,ครองสิทธิข้ามสื่อหรือการครอบงำสื่อระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันหรือบุคคลอื่น ซึ่งจะเป็นการขัดขวางหรือปิดกั้นเสรีภาพในการรับรู้ ข้อมูล ข่าวสารที่หลากหลาย
โดยมีกฎหมายลูก 2 ฉบับคือมาตรา 31และมาตรา 32 ของพระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551ว่าด้วยการป้องกันการผูกขาดที่มีเนื้อหารวมๆว่าด้วยมาตรการห้ามครองสิทธิข้ามสื่อ การส่งเสริมการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมและป้องกันการผูกขาด ลด หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์
และมาตรา 27 (17) พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ที่ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของกสทช.
"กำหนดลักษณะการควบรวม การครองสิทธิข้ามสื่อ หรือการครอบงำกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่ ระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเองหรือโดยบุคคลอื่นใด ซึ่งจะมีผลเป็นการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือปิดกั้นการได้รับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของประชาชน"
รัฐธรรมนูญมาตรา 47 และกฎหมายลูกอีก 2 ฉบับที่มีเนื้อหาสอดรับกัน โดยหลักการเป็นสิ่งที่ดีที่กสทช.จะออกมาตรการป้องกันการครอบงำกิจการ,การควบรวม,การครองสิทธิข้ามสื่อ เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการรายหนึ่งรายใดมี"อิทธิพล"ชี้นำความคิดของผู้คนในสังคมได้ เพราะในธุรกิจบรอดแคสติ้งกว่า 20-30 ปีที่ผ่านอยู่ในสภาพ"กึ่งผูกขาด"ในกลุ่มเจ้าของสถานีโทรทัศน์เอกชน 2 รายคือช่อง 3 และช่อง 7 ที่มีส่วนแบ่งคนดูมากกว่า 70 %และส่วนแบ่งธุรกิจรายได้โฆษณาเกินกว่า 70-75 % เช่นกัน
แต่หากนักวิชาการหรือคณะที่ปรึกษาไม่ได้คลุกคลีหรือคุ้นเคยอยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมบรอดแคสติ้งและสิ่งพิมพ์ มักจะไปใช้แนวคิดนี้เริ่มจากความ"กลัว"การครอบงำของสื่อหนังสือพิมพ์จากแว่นตากระจกเก่าที่มีสภาพขุ่นๆทำให้มองภาพไม่ชัดและอิงกฎหมายในต่างประเทศที่แนวคิดนี้เคยเป็นสิ่งที่นำมาใช้เมื่อกว่า 20-30 ปีที่ผ่านมาในสหรัฐอเมริกาและยุโรป แต่ปัจจุบันได้แก้ไขลดความเข้มข้นในการห้ามถือครองข้ามสื่อลงไปมากแล้ว มองไปยัง"ส่วนแบ่งตลาด"ที่มีมากจนมีอิทธิพลเหนือตลาดมากกว่า"การถือครองหุ้นข้ามสื่อ"
โลกของสื่อสารมวลชนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในช่วงประมาณ 10-15 ปีที่ผ่านมาที่โลกเริ่มมีการใช้อินเทอร์เน็ต,ดาวเทียมเพื่อการถ่ายทอดโทรทัศน์ข้ามประเทศอย่างกว้างขวาง
โลกการรับรู้ข่าวสารอยู่ในสภาวะ"ไร้พรมแดน"อย่างสิ้นเชิง ยิ่งในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา Social Media ที่เป็นสื่อสมัยใหม่ที่ผู้บริโภคกลายเป็น"ผู้ผลิตคอนเทนท์"หรือ User-Generated Content ในยุค 2.0 และก้าวข้ามมาสู่ยุค 3.0 ย่อมทำให้"สื่อกระแสหลัก"อย่างหนังสือพิมพ์กลายเป็น"สื่อล้าสมัย"ไม่สามารถทำหน้าที่สื่อสารได้ทันใจทันท่วงที ทำให้หนังสือพิมพ์คลายอิทธิพลทางความคิดของสังคมลงไปเป็นอันมาก
ในสหรัฐอเมริกา,ยุโรปที่"โลกไร้สาย"ขยายตัวด้วยความเร็วสูงไปทั่วทุกหนแห่งได้ทำให้ธุรกิจหนังสือพิมพ์สั่นคลอนอย่างรุนแรง ปิดตัวไปมากกว่า 30 % คนหนังสือพิมพ์ที่เคยอหังการเป็นฐานันดรที่ 4 ของสังคมอยู่ในสภาพ"ตกงาน"หรือเปลี่ยนตัวเองไปอยู่บนสื่อสมัยใหม่ที่เข้าถึงผู้คนได้มากกว่า
ลองย้อนกลับไปอ่าน"ข้อเสนอมาตรการครองสิทธิข้ามสื่อ"ที่เสนอโดยคณะที่ปรึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่นำโดย ผศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย และอาจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง,วิทยาลัยจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล,สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและอาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมทั้งยังมีผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศอีกหลายคน แทบจะกลายเป็นข้อเสนอที่"ย้อนยุค"ไม่สอดคล้องกับโลกสื่อสารสมัยใหม่
กลุ่มสื่อไทยไม่ว่าจะเป็นค่ายเล็กค่ายใหญ่ค่ายสารพัดสีต่างดิ้นหนีตายแสวงหาช่องทางสื่อไปถึง"ผู้บริโภค"ในช่องทางใหม่ๆ สภาพการณ์ไม่ได้ต่างจากสื่อสิ่งพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่มีการปรับตัวอย่างเข้มข้นที่สุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ดังเช่นกรณีเครือเนชั่นที่นำร่องข้ามไปครบทุกสื่อที่ไม่ใช่สิ่งพิมพ์ก่อนใครมากว่า 20 ปี กลางปีนี้จะติดปีกเพิ่มทุน 3 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ระดมทุนได้กว่า 2,000 ล้านบาทเพื่อตุนไว้ประมูลช่องดิจิทัลทีวีอย่างมั่นใจ 100 %
เครือผู้จัดการที่มีครบข้ามไปทุกสื่อเช่นกันที่เป็นหัวขบวนของนิตยสารฉบับดิจิทัล หลังจากใช้โทรทัศน์ดาวเทียมเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันจนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
บางกอกโพสต์ที่เดินเข้าสู่ธุรกิจโทรทัศน์แล้ว,ไทยรัฐที่กำลังปลุกปั้นสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐและเข้าไปถือหุ้นในอภิมหาโครงการของ CTH ที่หวังครอบครองตลาดเคเบิลท้องถิ่น ,
เดลินิวส์ที่มีช่องเดลินิวส์ผ่านดาวเทียม , ค่ายมติชนที่เป็นคอนเทนท์โปรวายเดอร์ป้อนข่าวให้กับช่องเวิร์คพอยท์ทีวี ,สยามกีฬาที่คอนเวอร์เจนซ์สื่อทีวีและวิทยุกับหนังสือพิมพ์อย่างคึกคัก ,สยามรัฐที่รุกเงียบๆเป็นคอนเทนท์โปรไวเดอร์ให้กับช่องทีวีต่างๆ ฯลฯ
หากต้องเลือกว่าในอนาคตจะทำอะไรใน 3 สื่อคือหนังสือพิมพ์,โทรทัศน์และวิทยุ แน่นอนว่าทุกค่ายจะเลือกโทรทัศน์ที่มีเม็ดเงินโฆษณาทางธุรกิจเป็นสัดส่วนมากกว่า 50 %ของเม็ดเงินทั้งหมดที่ไม่เคยลดลงแต่กลับเติบโตด้วยเลขสองหลักทุกปี
ส่วนเม็ดเงินของหนังสือพิมพ์กลับหดตัวลงทุกปีจากเมื่อ 10 ปีที่แล้วประมาณ 25 %ของงบโฆษณาทั้งหมด แล้วขยายตัวในอัตราประมาณ 4-5 %มาหลายปีแล้วและปีที่ผ่านมาเหลือแค่ 15 %ของเม็ดเงินรวมทั้งตลาด ยิ่งตลาดของวิทยุกระจายเสียงยิ่งไม่ต้องพูดถึงตลาดซึมมาหลายปีจากวิทยุชุมชนที่คุกคามทุกพื้นที่
หากกสทช."เถรตรง"ตีความอย่างเคร่งครัดเป็นเส้นตรงตามตัวอักษรของรัฐธรรมนูญมาตรา 47 และกฎหมายลูกอีก 2 ฉบับ แล้วนำข้อเสนอของคณะที่ปรึกษาไปออกเป็นประกาศมาตรการห้ามครองสิทธิข้ามสื่อ สิ่งที่จะเกิดขึ้นน่าจะนำไปสู่การ"ปิดทาง"ของหนังสือพิมพ์หลายฉบับที่กำลังปรับตัว"หนีตาย"จากภาวะเสื่อมทรุดของธุรกิจหนังสือพิมพ์ที่ถูกสื่อออนไลน์ไร้สายรุกชิงผู้อ่านไปมากขึ้นๆทุกวันทุกเวลา พวกเขาก้าว"ข้ามสื่อสิ่งพิมพ์"ไปสู่สื่อโทรทัศน์ทั้งโทรทัศน์แบบเดิมอะนาล้อค,โทรทัศน์ดาวเทียม,โทรทัศน์ดิจิทัล ฯลฯกันจ้าละหวั่นเพื่อปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีและผู้บริโภคที่มีสื่อในมือเองด้วยแล้ว






