ภาพที่เห็นนี้ เป็นเรือลาดตระเวนของญี่ปุ่น (สองลำข้างหน้า) แล่นประกบเรือชายฝั่งของจีน
ในบริเวณใกล้ๆ กับหมู่เกาะที่เป็นประเด็นพิพาท นั่นคือ “เตียวหยู” (ในภาษาจีน) หรือ “เซนกากุ” (ญี่ปุ่น) ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดขึ้นอีกรอบหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
บรรยากาศตึงเครียดขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง เมื่อ ญี่ปุ่น กล่าวหาว่า จีน ส่งเรือลาดตระเวน 8 ลำ มาป้วนเปี้ยนแถวที่ตนอ้างว่าเป็นน่านน้ำของตน แต่ จีน ถือว่าเป็นการทำหน้าที่ปกป้องสิทธิแห่งตน
เรื่องยิ่งร้อนขึ้นเมื่อ นายกฯ ชินโซ อาเบะ ของ ญี่ปุ่น ประกาศในรัฐสภา ว่า เขาจะ “ไม่ลังเลที่จะใช้กำลัง” เพื่อรักษาอธิปไตยของตนจากการรุกรานของจีน
จีน โต้กลับ ด้วยการยืนยันว่า การทำหน้าที่ของหน่วยลาดตระเวนทางทะเลนั้น เป็นสิทธิอันชอบธรรมของตน ญี่ปุ่น อย่าได้สร้างกระแสเกลียดชังจีนขึ้นอย่างนั้น เป็นอันขาด
ในช่วงเวลาเดียวกัน ก็เกิดความยุ่งเหยิงเพิ่มเติม เมื่อรัฐบาลเกาหลี ออกแถลงการณ์ประณามนักการเมืองระดับนำที่ใกล้ชิดกับนายกฯ ที่ไปทำพิธีเคารพดวงวิญญาณของอดีตนักรบญี่ปุ่นที่ศาลเจ้ายาสุกุนิ กลางกรุงโตเกียว
จีน ก็ร่วมสกรัมญี่ปุ่นในเรื่องเดียวกัน เพราะว่าทั้ง เกาหลีใต้และจีน ถือว่าการที่คนระดับนำของญี่ปุ่น ยังให้ความเคารพยกย่องดวงวิญญาณของทหารญี่ปุ่น ที่เคยก่อกรรมทำเข็ญกับเพื่อนบ้านในช่วงสงครามนั้น เท่ากับว่า ญี่ปุ่น ยังไม่ยอมรับผิดในอดีตจนถึงวันนี้
แต่นักการเมืองญี่ปุ่น ถือว่าการเคารพศาลเจ้าแห่งนี้เป็นสิทธิของตน เป็นประเพณีที่มีมาช้านาน และหากยอมถอยก็เท่ากับให้คนญี่ปุ่นทั่วไปเห็นว่าพวกตนยอมตามแรงกดดันของจีนและเกาหลีใต้
นั่นก็เป็นเรื่องระหองระแหงที่ยืดเยื้อมาช้านาน ถึงวันนี้ก็ยังฝังลึก พอมีเรื่องพิพาทประเด็นอื่น เช่น กรณีสิทธิเหนือหมู่เกาะที่ทับซ้อนระหว่างกัน ก็จะพาลไปถึงเรื่องเก่าที่เป็นแผลหัวใจมาตลอด
แปลว่า ทั้งสามประเทศ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างพลังของเอเชีย ยังไม่อาจจะหลุดพ้นจากการหลอกหลอนของประวัติศาสตร์
ผมเสียดายว่า ทั้ง จีน ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ มีผู้นำหน้าใหม่ขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกัน หากว่าต่างคนต่างมีวิสัยทัศน์และวุฒิภาวะเพียงพอ ก็น่าที่จะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้ ไม่ยากนัก
สี จิ้นผิง ของ จีน, ชินโซ อาเบะ ของ ญี่ปุ่น และ ปัก กุนเฮ ของ เกาหลีใต้ เพิ่งขึ้นมาเป็นผู้นำ ควรจะสามารถเอาอดีตที่เป็นปัญหามาช้านานฝังกลบเสีย และเริ่มต้นใหม่ ด้วยลีลาและท่าทีที่เป็นมิตรต่อกันมากกว่า
แต่พอเริ่มต้น ทั้งสามก็ต้องเผชิญกับปัญหาระหองระแหงที่ดูเหมือนว่าจะรุนแรงขึ้นด้วยซ้ำ จึงเพียงแค่หวังว่าทั้งสามจะทบทวนจุดยืนของรัฐบาลของตน ในอันที่จะหาวิธี “แสวงจุดร่วม, สงวนจุดต่าง” เสีย เพราะเป็นทางเดียวที่จะส่งเสริมเศรษฐกิจและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง
แต่เห็นทีความปรองดองจะเกิดได้ยาก เพราะเหตุผลทางการเมืองภายในประเทศของผู้นำแต่ละคน ที่ต้องเอาใจใส่ต่อความรู้สึกชาตินิยมของประชาชนของตน
ล่าสุด นายกฯ ชินโซ อาเบะ พูดในที่สาธารณะ ว่า จะต้องเสนอแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 96 เพื่อที่ ญี่ปุ่น จะสามารถมีกองทัพของตนอย่างเป็นกิจจะลักษณะ หลังจากที่ถูกห้ามเพราะแพ้สงคราม และสหรัฐเขียนรัฐธรรมนูญที่ห้ามญี่ปุ่นมีกองทัพของตน
แต่ อาเบะ กำลังจะเคลื่อนไหวให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในประเด็นละเอียดอ่อนเช่นนี้
ซึ่งแน่นอนว่า จะยิ่งทำให้จีน กับ เกาหลีใต้ ต้องมองญี่ปุ่น ด้วยความสงสัยคลางแคลงมากยิ่งขึ้นอีกชั้นหนึ่ง
ที่ผมหวังว่า จะมีการปรองดองกันบ้างในบางระดับ ระหว่างสามประเทศนี้ ก็ทำท่าว่าจะไร้ผลเสียแล้วจริงๆ









