เศรษฐกิจของชาติพัฒนาแล้วกับชาติกำลังพัฒนา ยังอยู่ในระยะของ "ความแตกต่าง" อย่างยิ่ง
สืบเนื่องจากความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตของบรรดาชาติพัฒนาแล้ว ทำให้ต้องดำเนินมาตรการตัดลดการใช้จ่ายด้านต่างๆ ซึ่งกรณีนี้ที่เห็นได้ชัดคือประเทศที่ประสบปัญหาหนี้ในทวีปยุโรป ล่าสุดเป็นกรณีของสเปนที่รายงานตัวเลขว่างงานว่าพุ่งเป็น 27.2% ซึ่งสูงที่สุดตั้งแต่มี การเก็บสถิติเมื่อทศวรรษ 70 ทั้งยังแปรเป็นจำนวนได้กว่า 6 ล้านคนที่ไม่มีงานทำในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ตัวเลขล่าสุดนี้เป็นอัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 7 ไตรมาสติดกัน
ขณะที่ยุโรปอีกชาติหนึ่งอย่างอังกฤษ หลีกพ้นภาวะถดถอยเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 5 ปีไปได้ เพราะเศรษฐกิจขยายตัว 0.3% ช่วงไตรมาสแรกเทียบกับตัวเลขติดลบ 0.3% เมื่อไตรมาส 4 ปีที่แล้ว โดยการเติบโตของไตรมาสแรกนี้ถือว่าดีกว่าที่คาดการณ์กันไว้ ทั้งยังน่าจะเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว เพราะสามารถขยายตัวได้ท่ามกลางสภาพการณ์ที่ยากลำบาก การขยายตัวของอังกฤษนับว่าไม่เลวร้ายนัก เพราะเกาหลีใต้ ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของเอเชีย ก็เพิ่งรายงานว่าเศรษฐกิจไตรมาสแรกขยายตัว 0.9% อันเป็นการขยายตัวที่สูงที่สุดในรอบ 2 ปี และมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ผลจากการส่งออกที่คึกคัก แม้จะได้รับผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินเยน
ที่ผ่านมากล่าว เกาหลีใต้พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการเสนองบประมาณเสริม 17.3 ล้านล้านวอน นอกจากนั้นยังลดดอกเบี้ย 2 ครั้งคือเมื่อเดือนกรกฎาคมและตุลาคมปีที่แล้ว จนเหลือ 2.75% และตรึงดอกเบี้ยไว้ในระดับดังกล่าวมาจนถึงบัดนี้ ซึ่งหลังจากดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้ก็กล่าวชัดเจนว่าหน่วยงานต่างๆ กำลังจับตาผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินเยน ซึ่งมีแนวโน้มจะดำเนินไปอีกนาน เพราะการอ่อนค่ายังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น แต่บริษัทต่างๆ ในเกาหลีใต้ได้เพิ่มความหลากหลายด้านการผลิตและปรับปรุงขีดแข่งขันที่ไม่อิงราคาสินค้า อันสามารถบรรเทาผลกระทบไปได้ระดับหนึ่ง
ชัดเจนว่าการเตรียมตัวรับมือของประเทศต่างๆ ไม่เฉพาะเกาหลีใต้ จะต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพราะชาติพัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่น กำลังเดินหน้านโยบายผ่อนคลายทางการเงินเชิงรุก อันจะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อกระแสเงินทุนและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศกำลังพัฒนา โดยในที่ประชุมระดับโลกที่ผ่านมา อย่างการประชุมกลุ่มประเทศจี 20 นั้น ทางกลุ่มได้ยอมรับมาตรการผ่อนคลายทางการเงินอย่างหนักของธนาคารกลางญี่ปุ่น ว่ามีเป้าหมายเพื่อจัดการกับภาวะเงินฝืด ไม่ใช่เพื่อทำให้เงินเยนอ่อนค่า สภาพการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าผู้นำทั่วโลกสนับสนุนความพยายามครั้งใหม่ของญี่ปุ่น เพื่อดึงเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะถดถอย และอาจขึ้นเป็นตัวจักรใหม่หนุนนำการเติบโตของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม นอกจากผ่อนคลายทางการเงินแล้ว มีเสียงแนะว่าสิ่งที่ญี่ปุ่นต้องทำควบคู่กัน คือจัดทำมาตรการรุกกร้าวเพื่อลดหนี้ รวมถึงปฏิรูปโครงสร้าง เพื่อให้การเติบโตดำเนินไปอย่างยั่งยืน
อีกประเด็นที่ชาติกำลังพัฒนาต้องจับตา คือการเริ่มยุตินโยบายผ่อนคลายอย่างหนักของชาติพัฒนาแล้ว ซึ่งแม้มีแนวโน้มจะต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะจะทำให้กระแสเงินไหลออกจากตลาดของประเทศกำลังพัฒนา เพื่อไปหาผลตอบแทนที่สูงกว่า






