ถึงบรรยากาศทางการเมืองในขณะนี้ว่า บรรยากาศชักจะคล้ายกับช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์ "รัฐประหาร 2549"
+++ โดยขณะนั้นได้เกิดบรรยากาศการบริหารราชการแผ่นดินที่ "รัฐบาลทักษิณ" ได้ควบคุมกลไกต่าง ๆ ทั้งหมดไว้ในมือ ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ทั้ง "ส.ส.-ส.ว." อยู่ภายใต้อาณัติทั้่งหมด สามารถสั่งซ้ายหัน ขวาหันได้
+++ แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจ ในปี 2549 และมีการแก้ไขให้ "ส.ว." มีที่มาทั้งจากการเลือกตั้ง และแต่งตั้ง แม้รัฐบาลของ "ทักษิณ" จะกลับเข้ามามีอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยเสียงส.ส.ข้างมากอีกครั้ง แต่ไม่สามารถควบคุม "สภาสูง" ให้อยู่ในมือได้ จึงเป็นที่มาของการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ที่เสนอให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และแก้ไขให้เครือญาตินักการเมืองสามารถลงสมัครเป็นส.ว.ได้ สภาพ "สภาผัว-เมีย" ก็จะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
+++ นอกจากนั้น "องค์กรอิสระ" หรือ "หน่วยงานอิสระ" ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบ-คานอำนาจรัฐบาล ก็ถูกไล่บี้ครอบงำ กดดันอย่างหนัก หน่วยงานไหนไม่สนองตอบเจตนารมณ์ที่ฝ่ายการเมืองต้องการ ก็จะถูกหั่น "งบประมาณ" ที่เสนอขอมาอย่างไม่สนใจไยดี
+++ ขณะเดียวกันความเคลือบแคลงสงสัยต่อการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะปัญหาส่อไปในทางทุจริตคอร์รัปชัน และก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ ก็เริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง
+++ สภาพการณ์ทางการเมืองต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในลักษณะดังว่า เคยเป็นเงื่อนไขให้เกิดการ "รัฐประหารยึดอำนาจ" มาแล้วในปี 2549
+++ สาเหตุแห่งการทำรัฐประหารในครั้งนั้น น่าจะเป็น "บทเรียน" ให้รัฐบาลยุคปัจจุบัน นำมาเป็นอุทาหรณ์ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ "ยึดอำนาจ" ได้อีก เว้นเสียแต่ว่า "ย่ามใจ" และ "เหลิงอำนาจ" จนไม่ลืมหูลืมตา "อดีตอันขมขื่น" ก็ไม่ปิดประตูตายเสียทีเดียว ที่จะหวนคืนกลับมาหลอกหลอนได้ซ้ำอีก
+++ เห็นส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์บางส่วน นำโดย อลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับผิดชอบพื้นที่ภาคกลาง ลุกขึ้นมากระตุ้นให้เกิดการ "ปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์" โดยเตรียมเชิญนักวิชาการ คณาจารย์จากสถาบันต่าง ๆ มาเป็นที่ปรึกษาเพื่อให้คำแนะนำที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภายในพรรค
+++ ความจริง "ประชาธิปัตย์" ก็รู้จุดอ่อน จุดแข็งของตัวเองดี ที่เวลาเลือกตั้งทุกคร้ั้งในระยะหลัง ๆ ทำไมถึงต้องพ่ายแพ้ให้กับ "คู่แข่งขัน"
+++ ว่าแต่ว่า "คนบางคนในประชาธิปัตย์" พร้อมที่จะเปิดใจกว้าง ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นหรือไม่
+++ หาก "ประชาธิปัตย์" ไม่เร่งปรับตัว ไม่เร่งปฏิรูปพรรค ก็มีโอกาสที่จะ "จมปลัก" อยู่แบบเดิม เลือกตั้งกี่ครั้งๆ ก็แพ้แล้วแพ้อีก เหมือนอย่าง 21 ปีที่ผ่านมา
+++ "ยังไม่สาย" สำหรับ"ประชาธิปัตย์" ที่จะ "คิดใหม่ ทำใหม่" แม้จะต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงก็ตาม
+++ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักใน "สังคมออนไลน์" ต่อกรณีที่รถไฟฟ้าบีทีเอส ขอขึ้นค่าโดยสาร ทำให้ สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. ต้องโพสต์เฟซบุ๊คชี้แจงว่า กทม.สามารถกำหนดค่าโดยสารในระบบบีทีเอสได้เอง เฉพาะส่วนต่อขยายที่เป็นของกทม.ลงทุนเอง คือ ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท ตั้งแต่สถานีอ่อนนุช (E9) ถึงสถานีแบริ่ง(E14) และส่วนต่อขยายสายสีลม ตั้งแต่สถานีกรุงธนฯ(S7) ถึงสถานีบางหว้า(S12)
+++ นั่นหมายความว่า เส้นทางนอกเหนือจากนี้ อยู่เหนือการควบคุมของกทม. บีทีเอส สามารถขึ้นค่าโดยสารได้ ว่าอย่างนั้นเถอะ เอวัง!









