คปก.กับการปฏิรูปกฎหมายเอกชนและธุรกิจ

เนื่องจากกฎหมายเป็นเครื่องมือหรือกลไกของสังคมในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในด้านต่างๆ
ตลอดจนควบคุมและส่งเสริมการกระทำของบุคคลเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบในสังคมและทำให้สมาชิกในสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นปกติสุข กฎหมายจึงต้องมีความเป็นธรรมและเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจสังคมการเมืองและอื่นๆ ของสังคม
กฎหมายนั้นแบ่งได้เป็นหลายด้านขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของบุคคลในด้านต่างๆ เช่น กฎหมายเอกชนซึ่งเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชน เช่น กฎหมายเกี่ยวกับสัญญา และกฎหมายมหาชน ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐหรือหน่วยงานของรัฐกับเอกชนหรือกับหน่วยงานของรัฐด้วยกันเองในสถานะที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐมีอำนาจเหนือกว่าเอกชน เช่น กฎหมายปกครอง
นอกจากนั้นกฎหมายยังเป็นสาขาย่อยๆ เช่น กฎหมายเอกชนอาจมีบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชน โดยมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับธุรกิจ คือการกระทำกิจกรรมของมนุษย์เพื่อการผลิต การจำหน่าย และการให้บริการและการนำสิ่งเหล่านั้นไปจำหน่ายเพื่อแสวงหากำไร ซึ่งอาจอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการซื้อขาย หรืออยู่ในกฎหมายเฉพาะเรื่องก็ได้ กฎหมายเกี่ยวกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งแต่มีวิวัฒนาการ หรือพัฒนาการ กล่าวคือสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้แตกต่างไปจากขณะที่ร่างกฎหมายได้ หากกฎหมายนั้นไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถใช้ได้หรือไม่เหมาะสมกับบุคคลหรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องก็ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขหรือยกเลิกตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณี โดยเฉพาะกฎหมายเอกชนและที่เกี่ยวกับธุรกิจมักมีความเปลี่ยนแปลงได้ง่ายเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของสังคมเป็นเรื่องที่มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ประชาชนและประเทศมีสถานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและมีความมั่นคงขึ้น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและการประกอบธุรกิจจึงต้องมีการปรับตัวและพัฒนาหรือปฏิรูปให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) กับการปฏิรูปกฎหมายด้านเอกชนและธุรกิจ
เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้กำหนดให้รัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้หมวด 5 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและการยุติธรรม โดยกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ดูแลให้มีการปฏิบัติและบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และทั่วถึง และเนื่องจากการที่รัฐจะดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายด้านกฎหมายและความยุติธรรมได้นั้นจำเป็นต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ขณะที่มีการบังคับใช้ ไม่ล้าหลัง และไม่มีลักษณะที่ขัดแย้งกันเองระหว่างกฎหมายหลายฉบับ และรัฐธรรมนูญ ดังนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฯ จึงมีบทบัญญัติใน มาตรา 81 (3) บัญญัติให้รัฐต้อง “จัดให้มีกฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายที่ดำเนินการเป็นอิสระเพื่อปรับปรุงและพัฒนากฎหมายของประเทศ รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญโดยต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนั้นประกอบด้วย”
ด้วยเหตุดังกล่าวจึงได้มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายขึ้นในปี พ.ศ. 2554 โดยมีคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการปฏิรูปกฎหมายตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ. 2553 เช่น สำรวจ ศึกษา และวิเคราะห์ทางวิชาการ รวมตลอดทั้งวิจัยและสนับสนุนการวิจัยเพื่อประโยชน์ในการวางเป้าหมายนโยบาย และจัดทำแผนโครงการและมาตรการต่างๆ ปรับปรุงและพัฒนากฎหมายของประเทศ รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ โดยให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วย เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับแผนการให้มีกฎหมายหรือการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย โดยพิจารณาภาพรวมของกฎหมายในเรื่องนั้นหรือกลุ่มกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่มีความสัมพันธ์กันในเรื่องนั้น เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับแผนการตรากฎหมายที่จำเป็นต่อการดำเนินการตามนโยบายและแผนการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประกอบการพิจารณา ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะสำหรับร่างกฎหมายที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ อาจจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงาน และประชาชนที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย และให้คำปรึกษาและสนับสนุนการดำเนินการในการร่างกฎหมายของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
การที่กฎหมายของประเทศไทยมีหลายด้านดังที่ได้กล่าวมาแล้วและกฎหมายเอกชนที่เกี่ยวข้องกับทางธุรกิจก็เป็นด้านหนึ่งที่มีความสำคัญ เพราะการประกอบธุรกิจทำให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้นและทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น และการมีกฎหมายธุรกิจที่ดีย่อมช่วยส่งเสริมการประกอบธุรกิจของประชาชนและทำให้รายได้ทั้งของประชาชนและประเทศเพิ่มมากขึ้นและเศรษฐกิจของประเทศโดยส่วนรวมย่อมดีขึ้นด้วย สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจึงได้จัดให้มีคณะกรรมการเฉพาะเรื่องด้านกฎหมายเอกชนและธุรกิจในปี พ.ศ. 2554 และนอกจากนั้นได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับกฎหมายเอกชนและกฎหมายธุรกิจ คือ คณะอนุกรรมการกฎหมายอิเล็กทรอนิกส์ คณะอนุกรรมการกฎหมายเกี่ยวกับผู้บริโภค คณะอนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายด้านการขนส่ง และคณะอนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายด้านการแข่งขันทางการค้าและการป้องกันการผูกขาดในปี พ.ศ. 2555 และจัดตั้งคณะอนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายด้านการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การส่งเสริมการลงทุนและการธนาคารในปี พ.ศ. 2556 เพื่อให้ดำเนินการศึกษากฎหมายและเสนอแนะในการปรับปรุงกฎหมายเฉพาะเรื่องเหล่านั้นและในการดำเนินงานได้มีสำรวจ ศึกษา การประชุมปรึกษากรรมการเฉพาะด้าน รับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานและประชาชนที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์และได้มีการเสนอแนะความเห็นต่างๆ ต่อคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การเสนอความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในด้านกฎหมายเอกชนและธุรกิจ
สำหรับการให้ความเห็นในเรื่องร่างกฎหมายที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้ความเห็นต่อ นายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา มี ตัวอย่าง ดังนี้
ร่างพระราชบัญญัติการรับขนของทางถนนระหว่างประเทศ พ.ศ. ....
ร่างพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. ...
ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ....
ร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดน พ.ศ. ....
ร่างพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่...) พ.ศ. ....
ทั้งนี้ ได้มีการเสนอแนะให้มีการทบทวนและแก้ไขกฎหมายที่เสนอโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประกาศคณะปฏิวัติ เช่น เสนอแนะให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551
คณะกรรมการเฉพาะเรื่องด้านกฎหมายเอกชนและธุรกิจและคณะอนุกรรมการเฉพาะด้านกำลังสำรวจและศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ การแข่งขันทางการค้าและการป้องกันการผูกขาดการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การส่งเสริมการลงทุนและการธนาคารและกฎหมายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งประเทศไทยจะต้องร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเพื่อประโยชน์ในด้านการค้าและการลงทุนกับนักธุรกิจที่อยู่ในประชาคมอาเซียนโดยในขณะเดียวกันก็ต้องทำให้เอกชนไทยมีความสามารถในการแข่งขันอย่างเป็นธรรมและต้องมีการคุ้มครองผู้บริโภคไปพร้อมกัน และจะเสนอแนะให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่างๆ เหล่านั้นในโอกาสต่อไป
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสัมมนาวิชาการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย “สองปี คปก.กับการปฏิรูปกฎหมาย สร้างความเป็นธรรม ขจัดความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 เวลา 09.00-15.00 น. ณ โรงแรมรามาการ์เด้น กรุงเทพมหานคร







