วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

The great divergence : The rest VS the west (13)

คำถามที่ว่า ถ้าในกลางศตวรรษที่ 19 อังกฤษดำเนินนโยบายการค้าเสรีแล้วจักรวรรดิ หรือ Empire มีความจำเป็นหรือไม่ มีการถกเถียงอภิปรายกันในอังกฤษ

ฝ่ายที่คัดค้านจักรวรรดินิยม ด้วยเหตุผลทางศีลธรรม และทางเศรษฐกิจให้เหตุผลว่า สังคมอังกฤษ กำลังขยายตัว เปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง มีความได้เปรียบและล้ำหน้าประเทศในยุโรป และส่วนอื่นๆ ของโลกอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องไปล่าอาณานิคมหรือยึดครองประเทศอื่น ซึ่งประวัติศาสตร์จากอเมริกาก็ฟ้องว่าในที่สุดมันไม่ยั่งยืนหรือแพ้ภัยตัวเอง ความคิดเช่นนี้ แม้กระทั่งในสเปนยุคทอง ที่สเปนเข้าไปบุกเบิกอเมริกาใต้ สร้างความมั่งคั่งจากทองและโลหะเงินให้กับราชวงศ์และชนชั้นนำ ในที่สุดไม่ได้สร้างผลดีอย่างยั่งยืนต่อสเปน

ในกรณีของอังกฤษ ตั้งแต่ช่วง 1880 เป็นต้นมา ความได้เปรียบคู่แข่งในทางอุตสาหกรรม เริ่มลดลง เมื่อเยอรมันและสหรัฐไล่กวดทันและจะค่อยๆ แซงหน้า การส่งออกเริ่มพบความกดดัน โดยเฉพาะ ประเทศมหาอำนาจอื่นๆ เริ่มตั้งกำแพงภาษีกีดกันสินค้าจากอังกฤษ ช่วงเวลานี้แน่นอนว่ากระแสสังคม ย่อมเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษขยายการครอบงำโลก ทั้งใน แอฟริกา และเอเชีย เพื่อไม่ให้เสียเปรียบมหาอำนาจใหญ่เช่น ฝรั่งเศส รัสเซีย ซึ่งขยายตัวแนวจักรวรรดินิยม เราจะพบความสัมพันธ์ ระหว่างการขยายตัวของจักรวรรดิใหม่ๆ ของอังกฤษเพิ่มขึ้น ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงปลายของ ควีนวิกตอเรีย กับจุดเริ่มต้นในทิศทางขาลงของอำนาจทางเศรษฐกิจของอังกฤษมองอย่างผิวเผินความคิดของเลนินที่ว่า จักรวรรดินิยมเป็นผลพวงของการเติบโตของทุนนิยมขั้นสูงสุด นั้นถูกต้อง และมันมักจะต้องตามมาด้วยการทำสงครามระหว่างกันในเรื่องสงครามเลนินผิดเพราะว่าเมื่อเปรียบเทียบกับศตวรรษก่อนหน้า ศตวรรษที่ 19 หลังจาก นโปเลียนแพ้สงครามในปี ค.ศ. 1815 มหาอำนาจใหญ่ๆ ของยุโรปแข่งกันเข้าไปยึดครองโลกแต่สามารถตกลงกันได้ในยุทธศาสตร์ด้านต่างประเทศหรือที่เรียกกันว่า Concert of Europe ทำให้ศตวรรษที่ 19 ของยุโรปเป็นช่วงของความสงบปลอดจากสงคราม (ซึ่งมีบ้างเช่นสงครามไครเมียหรือสงครามระหว่างปรัสเซียกับฝรั่งเศส เป็นต้น) ใหญ่ๆ ที่ยืดเยื้อมหาอำนาจยุโรป จะมาทำสงครามใหญ่กันอีกก็เมื่อพื้นที่และโอกาสการล่าอาณานิคมหมดลงแล้วเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่ม ในปี ค.ศ. 1914

ผู้เขียนคิดว่า การขยายตัวของจักรวรรดิ นั้นอยู่คู่กับมนุษย์มายาวนาน ความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิโรมันดำรงอยู่ยาวนานมีขอบเขตกว้างขวางก่อนโลกเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ด้วยซ้ำไป การเติบโตของจักรวรรดิโปรตุเกส สเปน ดัช ฝรั่งเศส และอังกฤษ เริ่มต้นในแอฟริกา และต่อมาในโลกใหม่อเมริกา นั้นเติบโต เสื่อมสภาพสูญเสีย ปรับตัว ขยายตัวในพื้นที่ใหม่ ในบริบทที่ทุนนิยม ยังไม่ก่อตัวฝังรากลึก และก้าวหน้า เหมือนที่เลนินวาดภาพไว้แต่อย่างใด

Free trade ต้องการ empire หรือไม่? ในบริบทของจักรวรรดินิยมอังกฤษในศตวรรษที่ 19 นั้น ขึ้นอยู่กับว่า เรามองหรือให้ความหมายของจักรวรรดินิยมและจักรวรรดิอย่างไร และ free trade นี้มันเป็นธรรมหรือเป็น fair trade หรือไม่ ในเมื่อมันเกิดจากการใช้อำนาจในเชิงบังคับหรือจริงๆ มันก็ไม่ต่างกับยุทธศาสตร์ลัทธิหรือพาณิชย์นิยม (หรือ mercantilism) ที่มีการใช้อำนาจทางการเมืองมากำหนดนโยบายการค้าเพื่อความมั่งคั่งของประเทศแม่หรือจักรวรรดิ ตัวอย่างง่ายๆ ของกรณีอินเดีย ศตวรรษที่ 18 อังกฤษเสียเปรียบอินเดีย โดยสินค้าจากอินเดียที่ราคาต่ำกว่าเข้ามาทำลายอุตสาหกรรมสิ่งทอ อังกฤษก็ใช้นโยบายกีดกันทางการค้า แต่หลังปฏิวัติอุตสาหกรรมผลิตภาพของการปั่นด้ายในอุตสาหกรรมสิ่งทอต้นน้ำของอังกฤษเปลี่ยนโฉมความได้เปรียบและอังกฤษบังคับให้อินเดียเปิดตลาดไม่เก็บภาษีหรือเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำจนผลิตภัณฑ์ผ้าจากฝ้ายเข้าไปตีตลาดอินเดียยับเยิน นี่มันเป็น fair trade หรือ unfair trade

เราต้องยอมรับความจริงว่า ศตวรรษที่ 19 บรรยากาศโดยเฉพาะในครึ่งแรกเป็นบรรยากาศของการเปิดโลกการค้าเสรีโดยมีอังกฤษเป็นผู้นำทำสัญญากับฝรั่งเศส โดยเฉพาะการกำหนดเงื่อนไขที่เป็น MFN (Most Favoured Nation Clause) ซึ่งหมายความว่าข้อตกลงลดภาษีระหว่างประเทศคู่สัญญานั้นมีผลปฏิบัติใช้กับประเทศอื่นๆ ด้วย ซึ่งมีผลในด้านดีในการขยายการค้า ในความเป็นจริงต้องยอมรับว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของโลกซึ่งเป็นความสัมพันธ์ของคู่กรณีหรือของภูมิภาคถูกกำหนดในบริบทของโอกาสและขีดจำกัดของแต่ละประเทศของความแตกต่างในอำนาจและการต่อรอง ในความเป็นจริงอำนาจของรัฐ การขยายตัวของทุนนิยม ของจักรวรรดินิยมกำหนดและขึ้นอยู่ต่อกันและกันเป็นทั้งมูลเหตุและเป็นทั้งผล ทุนต้องการอำนาจจากรัฐและอำนาจรัฐต้องพึ่งทุนแม้กระทั่งเพื่อทำสงคราม ถ้าก่อนศตวรรษที่ 19 รัฐหรือจักรวรรดิของยุโรปไม่ว่าจะเป็นอังกฤษหรือชาติใดๆ ยังใช้อำนาจทั้งทางทหารและทางเศรษฐกิจ เพื่อประกันความมั่นคงเพื่อลดต้นทุนทางธุรกรรมและต้นทุนการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงเพื่อสร้างความได้เปรียบจากอำนาจจากการผูกขาดเช่นการค้าและการใช้แรงงานทาส การกำหนดสินค้าที่ต้องใช้เรือพาณิชย์นาวีของประเทศตน (Navigation Act) หรือเช่นกรณีสเปน ก่อนการสิ้นสุดของจักรวรรดิสเปนในลาตินอเมริกาซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่อังกฤษ

ถ้าอังกฤษจะต่างกับจักรวรรดิอื่นๆ ในนโยบายการค้าระหว่างประเทศที่มี tariff ที่ต่ำที่สุด ในศตวรรษที่ 19 ก็คือความเสมอต้นเสมอปลายจนกระทั่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มขึ้น และอังกฤษให้ความสำคัญกับ empireแต่เป็น empire ที่ไม่จำเป็นต้องเข้าไปยึดและปกครองโดยตรงเหมือนกรณีของอินเดีย ถ้าไม่จำเป็นหรือไม่คุ้มที่จะทำ เช่นที่เราได้พบกรณีของสยาม ญี่ปุ่น และจีน เป็นต้น

ถ้าดูจากส่วนแบ่งของธุรกรรมที่เกิดขึ้นในและนอก formal empire อังกฤษใช้ empire แบบไม่เป็นทางการหรือ informal empire ค่อนข้างมากเพื่อให้เกิดการค้าการลงทุน เห็นได้ชัดในกรณีของลาตินอเมริกา อังกฤษ อาร์เจนตินา และบราซิลต่างได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า เป็น positive sum-game