ในซีกโลกตะวันตก สายตาขณะนี้กำลังจับจ้องที่การประชุม ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารโลก และกลุ่มจี 20
ซึ่งแม้ไม่มีบรรยากาศของวิกฤตการณ์ มาสร้างความวิตกให้แก่หลายฝ่ายเหมือนปีที่แล้ว อันเป็นช่วงที่หวาดหวั่นกันว่ายูโรโซนอาจแตกและเศรษฐกิจสหรัฐอาจหดตัวจากปัญหา "หน้าผาการคลัง" แต่ภาระอันหนักหน่วงของการพยายามผลักดันเศรษฐกิจของหลายประเทศให้กลับสู่เส้นทางของการเติบโตหลังจากเผชิญวิกฤติการเงิน พร้อมไปกับการปกป้องประเทศอื่นจากผลกระทบจากความวุ่นวาย ดูเหมือนมีมากขึ้น
เห็นได้จากคำวิจารณ์ที่มีแว่วมาเกี่ยวกับมาตรการรัดเข็มขัดที่เข้มงวดหรือมากจนเกินไป การไม่ยอมส่งเสริมอุปสงค์หรือความต้องการ กระแสเงินทุนที่ไหลบ่าผลจากธนาคารกลางบางประเทศพิมพ์เงินออกมา การทำให้ค่าเงินของตัวเองลดลง หนี้สาธารณะในปริมาณสูง และความอ่อนแอภาคธนาคาร เหล่านี้ล้วนมีให้ได้ยินเป็นระยะๆ โดยเฉพาะจากสถาบันการเงินอย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศที่ออกมาเตือนและแสดงความวิตก ล่าสุดก็ระหว่างการเปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ว่าแนวโน้มในโลกปรับตัวดีขึ้น แต่เส้นทางของการฟื้นตัวในชาติพัฒนาแล้ว จะยังขรุขระ
ในระยะกลางนั้น ความเสี่ยงเกี่ยวพันถึงความเหนื่อยล้าจากการปรับตัว การปฏิรูประดับสถาบันที่ยังไม่เพียงพอ ภาวะซบเซาในแถบยูโรโซนที่ยืดเยื้อ รวมถึงการขาดดุลการคลังและหนี้ที่สูงในสหรัฐและญี่ปุ่น สภาพการณ์ต่างๆ ทำให้ผู้กำหนดนโยบายไม่สามารถนิ่งเฉยหรือวางมือได้ แต่ต้องดำเนินความพยายามแก้ปัญหาต่างๆ ต่อไป โดยในภาพรวมนั้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศมองว่าประเทศพัฒนาแล้ว อยู่บนเส้นทางของการฟื้นตัว 3 ระดับ ส่วนประเทศตลาดเกิดใหม่สามารถขยายตัวได้อย่างสม่ำเสมอ ด้านสหรัฐยังเติบโตอย่างค่อนข้างซบเซา และยุโรปยังค่อนข้างชะงักงัน ซึ่งเมื่อคำนึงถึงสภาพในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ที่ประเทศต่างๆ มีความเชื่อมโยงกันทั้งทางการค้า เศรษฐกิจ กระแสทุน และต่างๆ มากมายแล้ว การฟื้นตัวอันไม่สม่ำเสมอ ไม่ต่อเนื่อง และดำเนินไปอย่างไม่พร้อมเพรียงกัน ถือเป็นเรื่องอันตรายอย่างหนึ่ง
ประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมการประชุมระดับโลกครั้งนี้ มีวาระที่แตกต่างกันไป อย่างชาติพัฒนาแล้วบางประเทศอาจเน้นว่าในช่วงที่บางชาติกำลังอัดฉีดสภาพคล่องเพื่อส่งเสริมการเติบโตนั้น การกระทำดังกล่าวไม่ควรกลายเป็นศึกที่ทำให้ค่าเงินของบางประเทศลดลง อันจะทำให้สามารถส่งออกสินค้าไปขายได้มากขึ้น พร้อมกันนั้นก็อาจมีการกระตุ้นบางประเทศให้ส่งเสริมการเติบโต ด้วยการหันไปเน้นกระตุ้นความต้องการภายในประเทศ
ส่วนประเทศกำลังพัฒนาก็น่าจะมีความรู้สึกแบบเดียวกับปีที่แล้ว ว่าทางออกของการพิมพ์เงินในบางประเทศนั้น ทำให้ชาติกำลังพัฒนาบริหารจัดการเศรษฐกิจของตัวเองได้ยากขึ้น สืบเนื่องจากความผันผวนของกระแสเงินทุนและการแข็งค่าของสกุลเงิน อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าสภาพการณ์ของการกระตุ้นเศรษฐกิจในบางประเทศนั้น น่าจะดำเนินไประยะหนึ่ง เพราะแม้ธนาคารกลางสหรัฐปรับเพิ่มแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ ประกอบกับกิจกรรมภาคอุตสาหกรรมการผลิตดีขึ้น แต่การตัดลดการใช้จ่ายโดยอัตโนมัติ ก็เริ่มส่งผลเช่นกัน อีกทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นนี้ ไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ ยุติการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือคิวอี ดังนั้นชาติกำลังพัฒนาก็ต้องหาเครื่องมือ มาบริหารจัดการกระแสทุนและรับมือผลกระทบกันต่อไป









