วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดดอนเมืองเต็มรูปแบบ แค่สนอง'ธง'นาย?

มติจากคณะรัฐมนตรีวันที่ 20 มิ.ย. 2555 กำหนดให้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศ

รองรับเที่ยวบิน Full Service และเที่ยวบินที่มีการเชื่อมต่อ ส่วนท่าอากาศยานดอนเมืองรองรับสายการบินต้นทุนต่ำ หรือ เส้นทางการบินในประเทศและระหว่างประเทศ แบบจุดต่อจุด (Point to Point) โดยขึ้นอยู่บนความสมัครใจของสายการบิน ส่งผลให้สายการบินในกลุ่มแอร์เอเชียทั้งหมด ย้ายจากสุวรรณภูมิกลับมาดอนเมือง จากที่มีเพียงนกแอร์และโอเรียนท์ไทยให้บริการ

ล่าสุด คณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. มีมติให้เปิดใช้ดอนเมืองเต็มรูปแบบเช่นเดียวกับสุวรรณภูมิ เพื่อลดความแออัด เพราะว่าดอนเมืองรองรับผู้โดยสารได้กว่า 30 ล้านคน โดยระบุว่ากลุ่มพันธมิตรการบิน One World แสดงความสนใจย้ายกลับมาดอนเมือง และต้องการให้ ทอท.ปรับปรุงทางวิ่ง ทางขับ และอาคาร 2 เพื่อรองรับเครื่องบินแอร์บัส เอ 380 ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าต้องใช้เงินลงทุนกว่าหมื่นล้านบาท

บอร์ด ทอท. ชี้แจงว่าสุวรรณภูมิเฟส 2 จะแล้วเสร็จปี 2560 ซึ่งเป็นปีที่ปริมาณผู้โดยสารของสุวรรณภูมิจะพุ่งไปถึง 60 ล้านคน เท่ากับว่าเต็มขีดความสามารถทันที ที่เฟส 2 แล้วเสร็จ ขณะที่การพัฒนาเฟส 3 ต้องใช้เวลาอีกนาน ทางออกที่ดีที่สุด คือ ถ่ายเทปริมาณสายการบินและผู้โดยสารบางส่วนมาที่ดอนเมือง

การปรับเปลี่ยนนโยบายของภาครัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นเรื่องดี แต่ที่สำคัญคือข้อมูลที่นำมาใช้ต้องเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือ มีที่มาที่ไป สามารถตรวจสอบได้ ไม่ใช่จัดทำข้อมูลให้สอดคล้องกับ "ธง" ที่ตั้งไว้

ที่ผ่านมา มีหลายครั้ง ที่หน่วยงานทำข้อมูลให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้มีอำนาจในขณะนั้น เพียงเพื่อสนองนโยบาย โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริง และสุดท้ายไม่มีใครต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น หรือค่าใช้จ่ายที่สูญไปโดยเปล่าประโยชน์

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจน คือ กรณีของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งในช่วงที่รัฐบาลต้องการให้ย้ายเที่ยวบินในประเทศกลับมาใช้ที่ดอนเมือง ข้อมูลของการบินไทย Support "ธง" ของรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยระบุว่าปริมาณผู้โดยสารและรายได้จะเพิ่มขึ้น และไม่กระทบต่อการให้บริการผู้โดยสาร แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ข้อมูลของการบินไทยก็เปลี่ยนตามไปด้วยเช่นกัน กลายเป็นว่าการย้ายกลับมาสุวรรณภูมิ จะลดค่าใช้จ่ายได้เป็นจำนวนมาก มีรายได้เพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพการให้บริการจะดีขึ้น

อีกหนึ่งตัวอย่าง คือ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ในโครงการจัดหารถโดยสารเอ็นจีวี ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว ต้องการใช้วิธีการเช่า และข้อมูลที่ ขสมก. เสนอต่อคณะรัฐมนตรี ยืนยันว่า การเช่ามีความเสี่ยงต่ำกว่าการซื้อ สามารถลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก โดยข้อมูลดังกล่าวนี้ ผ่านการการันตีจาก "สภาพัฒน์" มาแล้ว แต่เมื่อรัฐบาลเปลี่ยน กลายเป็นว่า การซื้อกลับดีกว่าการเช่าซะอย่างนั้น เพราะคุ้มค่าการลงทุน ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ต่างๆ นานา...ที่น่าแปลก คือ คนที่ชี้แจงหรือคนที่ทำข้อมูลเหล่านี้ก็เป็นคนเดิมๆ กับครั้งก่อนนั่นแหละ

กรณีการเปิดใช้ดอนเมืองอย่างเต็มรูปแบบ ก็เช่นเดียวกัน ข้อมูลของ ทอท. ต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะว่าทุกอย่างจะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น...อย่าบิดเบือนข้อมูลเพื่อสร้างความชอบธรรม เพียงเพื่อต้องการให้สัมปทานพื้นที่อาคาร 2 กับใครคนหนึ่งเท่านั้นเอง