วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความในใจของ"วัชรี วิมุกตายน"

ผมได้มีโอกาสสนทนากับวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ภายหลังจากกระทรวงพาณิชย์รับหน้าเสื่อหลักในโครงการจำนำข้าว

และถูกเสียงโจมตีจากทุกสารทิศ

วัชรีไต่เต้าจากข้าราชการเล็กๆในกรมการค้าภายใน จนได้เป็นอธิบดีกรมการค้าภายในและขึ้นตำแหน่งสูงสุดฝ่ายข้าราชการประจำเมื่อเดือนต.ค.55และจะเกษียณอายุราชการก.ย. 2556

เหลือเวลาอีก 6เดือน วัชรีมองย้อนกลับไปกับการทำงานในอดีต เล่าให้ฟังด้วยความภาคภูมิใจ หรือเรียกได้ว่าผลงานที่โดดเด่นของตนเองอยู่ที่การจำนำข้าว

"เพื่อนพี่เป็นชาวนาเยอะ เวลาลงไปพบปะชาวนาเห็นเขามีฐานะขึ้น ใส่ทองกันแทบทุกคน พี่ก็หายเหนื่อย ก็ภูมิใจถือว่าเราๆได้ช่วยให้คนลืมตาอ้าปากได้"

ตั้งแต่รับราชการมาในเรื่องข้าว ไม่มีปีไหนที่ปล่อยเสรี ปีไหนปล่อยอิสระ รับม๊อบกันไม่ไหว ถามว่ารับม๊อบแล้ว ก็ยังมีผลทำให้ราคาชาวนาถูกกดราคา คือ ข้าวมันโอเวอร์ซับพลายตลอดทั้งปี ข้าวสาร 20 ล้านตันต้นๆ แล้วกินในประเทศไม่ถึง 10 ล้านตัน เป็นอาหารสัตว์ ส่วนที่เหลือต้องส่งออก อำนาจผู้ซื้อผู้ขายต่างกันลิบลับ ถ้ารัฐบาลไม่พยุงอำนาจผู้ขายให้มันมากขึ้น มันก็กลายเป็นเอาเปรียบ เป็นการค้าที่ไม่เป็นธรรม

แต่เป็นเรื่องธรรมดา อำนาจอยู่ตรงไหน พ่อค้ากี่ราย ชาวนา 3 ล้านราย ผลผลิตกระจุกตัวช่วง 3-4 เดือน เกิน 80% พ่อค้าอย่าไปว่าเขาฉวยโอกาสในเมื่อสถานการณ์มันอำนวย ชาวนาไม่ขายก็ไม่ได้ ต้องใช้เงิน ทยอยขายก็ไม่ได้ ไม่มีเงินเดือน

โครงการที่จำนำมา รัฐไม่ได้รวบข้าวทั้งหมด แต่ใช้มาตรการแรงเพื่อดึงราคาตลาด อย่าไปกดราคาตลาด ถามว่าเจตนาจะค้าเองหรือไม่ คิดว่าไม่ใช่ เจตนาคือ อย่าถูกกดราคา นี่คือหัวใจ

นโยบายนี้กำหนดมาแล้ว และมีเหตุผลทางการเมือง ที่ต้องนำเข้ามาไว้ก่อน แล้วค่อยมาบริหารจัดการเป็นขั้นเป็นตอนไป ต้องทำตามสัญญาและทำอย่างไรลดความร้อนแรงปลายน้ำ และทำอย่างไรไม่ให้เกษตรกรรายได้ลดน้อยลง

การแทรกแซงทำมาโดยตลอดตั้งแต่เธอเป็นเจ้าหน้าที่เล็กๆ ก็ดูรอบแรกว่ามีจุดแข็ง จุดอ่อน อย่างไร แล้วดีไซด์ออกมา ประกอบกับนโยบายทางการเมือง ต้องผนวกกันเพื่อให้เข้ามาบริหารและยังมีโอกาสที่จะปรับปรุง แต่อย่างน้อยปลายทางชีวิต ความเป็นอยู่ของชาวนาไม่ได้แย่ลง

ในอดีตของการแทรกแซง การุณ กิตติสถาพร อดีตปลัดกระทรวงบอกว่าทำเพียง 4-5%เพื่อดึงตลาด วัชรีบอกว่า นโยบายที่ปลัดการุณพูด ซื้อนำตลาดคือบวกตลาด 5% ขยับหนีขึ้นไป แต่ทางปฎิบัติกับสินค้าข้าวไม่เคยทำ สินค้าตัวอื่นทำได้ เพราะปริมาณไม่มากและของมันมีช่วงเวลาจำกัด เช่น หอมกระเทียม แต่ข้าวครึ่งนึ่งไทยต้องส่งออก ทำอย่างนั้นจัดการไม่ได้ มันต้องดูลักษณะของสินค้า

วัชรีย้ำว่าอย่ามองตัวเลขขาดทุนจากการรับจำนำราคา 800 ดอลลาร์สหรัฐ และขายออก 500 ดอลลาร์ เพราะไม่ได้หมายความว่าจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป แต่ระบบนี้จ่ายเงินออกไป ต้นน้ำมีทางเลือกจากเดิม 10,000 บาทได้แน่ๆ เพิ่มขึ้น 5000 บาท ทั้งระบบเข้าโครงการได้มากหน่อย ต้องคิดทั้งระบบ เม็ดเงินอยู่ในกระเป๋าชาวนามากกว่าระบบเดิมใกล้ๆ 2 แสนล้านบาท ชาวนามีเงินก็ใช้เงินก็หมุนเวียน 2-4 รอบ จากเม็ดเงินที่จ่ายเข้าไป 3.37 แสนล้านบาท เกิดภาษีมูลค่า 7 หมื่นล้านบาท ธุรกิจขายของมากขึ้นได้กำไรมากขึ้น 20% กำไรแสนล้าน ต้องมองตัวเลขตรงนี้ด้วย

โครงการนี้ไม่มีอะไรลับลมคมใน วิธีการขายก็เคยเป็นวิธีที่เคยปฎิบัติมา ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม สมัยนี้ข้าวมันเยอะ จะทำอะไรลับลมคมในมันยาก

ทั้งหมดเป็นความในใจของวัชรี
เป็นความในใจที่อึดอัดมานาน จากการโจมตีโครงการจำนำข้าว !