การกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติอุตสาหกรรม ไม่มีแนวโน้มจะยุติลงง่ายๆ พิจารณาจากสภาพเศรษฐกิจของหลายประเทศ
อย่างญี่ปุ่นเองนั้น ผู้ว่าการธนาคารกลาง หรือบีโอเจ เพิ่งเอ่ยปากว่าพร้อมเดินหน้าพิมพ์เงินตราบเท่าที่ยังมีความจำเป็น เพื่อให้เงินเฟ้อขึ้นถึง 2% ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งสัญญานความพร้อมเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจหรือคงนโยบายผ่อนคลายทางการเงินอย่างหนักไปอีกนานกว่า 2 ปี หากเงินเฟ้อยังไม่ขึ้นถึงเป้าหมาย แม้ในอนาคตอันใกล้คงไม่มีการจัดทำมาตรการเพิ่มเติม เพราะต้องอาศัยเวลาวิเคราะห์ผลกระทบของมาตรการที่เปิดเผยออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยที่ผ่านมานั้นทางเจ้าหน้าที่เชื่อว่าได้ดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดแล้วเพื่อให้เงินเฟ้อขึ้นถึง 2% ภายใน 2 ปี และจะตรวจสอบผลกระทบของมาตรการเหล่านี้่ทุกเดือน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีการปรับนโยบายทุกเดือน
มาตรการที่บีโอเจจีดทำเมื่อเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น นับเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้มข้นที่สุดในโลก ในรูปของการรับปากจะอัดฉีดเงิน 1.4 ล้านล้านดอลลาร์เข้าสู่เศรษฐกิจในเวลาไม่ถึง 2 ปี ถือเป็นการพลิกจากนโยบายเดิมอย่างสุดขั้ว การอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลดึงค่าเงินเยนให้ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์ แต่ทางบีโอเจชี้แจงว่ามาตรการกระตุ้นนั้น มีเป้าหมายที่การแก้ปัญหาเงินฝืด ไม่ได้ตั้งใจทำให้เงินเยนอ่อนค่า ทั้งยังไม่วิตกว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจะบ่มเพาะฟองสบู่ ข้อมูลล่าสุดที่มีการเปิดเผยออกมาสะท้อนว่านโยบายของรัฐบาลใหม่แดนอาทิตย์อุทัย มีส่วนทำให้นักลงทุนขายสินทรัพย์ในต่างแดน และนำเงินกลับเข้าไปในญี่ปุ่นในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนเม.ย. ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าเงินที่นำกลับประเทศนั้น จะถูกเก็บไว้ในญี่ปุ่นต่อไป และมีการนำมาใช้จ่าย หรือลงทุน อันทำให้เกิดการไหลเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหรือไม่
ในส่วนของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ก็ได้เปิดเผยรายงานจากการประชุมเมื่อเดือนที่แล้ว ที่ระบุว่าเฟดอาจชะลอการซื้อพันธบัตรปีนี้ หากตลาดแรงงานกระเตื้องขึ้น โดยรายงานระบุว่าผู้เข้าประชุมหลายคนแสดงความเห็นว่าแนวโน้มตลาดแรงงานที่ดีขึ้น อาจทำให้คณะกรรมการชะลอการซื้อพันธบัตรในการประชุมอีกหลายครั้งในอนาคต อย่างไรก็ตาม การประชุมเมื่อเดือนที่แล้วมีขึ้นท่ามกลางตัวเลขการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น 268,000 ตำแหน่งในเดือนก.พ. ขณะที่ข้อมูลตลาดแรงงานล่าสุดระบุว่ามีการจ้างงานเพิ่มเพียง 88,000 ตำแหน่ง ซึ่งน้อยที่สุดในรอบ 9 เดือน ทั้งยังต่ำกว่าการคาดหมาย
แม้ตลาดแรงงานอาจมีความผันผวน แต่การสร้างงานที่เพิ่มขึ้นเพียงกว่า 8 หมื่นตำแหน่งเมื่อเดือนมี.ค. ถือเป็นการสะท้อนภาพตลาดแรงงานครั้งแรกตั้งแต่การตัดลดงบประมาณ 85,000 ล้านดอลลาร์ของรัฐบาลมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ซึ่งคาดว่าการตัดลดงบอันจะมีผลไปถึงเดือนก.ย.นี้ จะทำให้จีดีพีหายไปอย่างน้อย 0.5% และตำแหน่งงานหายไป 750,000 ตำแหน่ง ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่เฟดจะต้องเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป จนกว่าอัตราว่างงานจะลดเหลือตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งแน่นอนว่าการดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางกรเงินของประเทศพัฒนาแล้ว จะส่งผลกระทบต่อหลายประเทศ รวมถึงไทย ซึ่งต้องจับตาและหามาตรการรับมือตามความเหมาะสม เพราะมีแนวโน้มการกระตุ้นของชาติอุตสาหกรรมบางประเทศ จะต้องอาศัยเวลาอีกพักหนึ่งเลยทีเดียว









