หลังจากเหตุการณ์ยิงในโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งที่รัฐคอนเนคติกัตเมื่อปลายปี 2012 ที่ผ่านมา รัฐบาลอเมริกา นำโดยประธานาธิบดีบารัก โอบามา เริ่ม
มีการเคลื่อนไหวผลักดันการ "ปฏิรูป" กฎหมายดังกล่าวอย่างจริงจัง เพราะในกฎหมายว่าด้วยการซื้อขายหรือครอบครองปืนฉบับเก่า ยังคงมีช่องโหว่อยู่มากมาย รวมไปถึงข้อที่เกี่ยวกับการตรวจสอบประวัติ
มีกรณีตัวอย่างหนึ่งเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความบกพร่องของการตรวจสอบประวัติผู้ซื้อปืน เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเมืองมิลวอกี รัฐวิสคอนซิน เมื่อชายคนหนึ่งบุกเข้าไปยังสปาแห่งหนึ่ง และได้กราดยิงพนักงานในสปาแห่งนั้นจนมีผู้บาดเจ็บ 4 ราย และเสียชีวิต 3 ราย หนึ่งในนั้นคือภรรยาของเขาเองที่กำลังทำสปาอยู่
ก่อนหน้านี้ ชายคนดังกล่าวเคยจะซื้อปืนโดยผ่านกระบวนการทางกฎหมายอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ดี ในตอนนั้นภรรยาของเขาได้ยื่นฟ้องต่อศาลว่าชายคนนี้ไม่ควรที่จะมีปืนในครอบครองของตนเอง ศาลตัดสินให้ชายคนนี้ไม่สามารถซื้อปืนมาครอบครองได้ภายใต้กฎหมายของสหรัฐอเมริกา กระนั้น การตัดสินของศาลมิสามารถหยุดความต้องการของชายคนนี้ได้ เขาได้หาช่องทางในการซื้อปืนผ่านผู้ขายเอกชนออนไลน์ จนในที่สุดเขาก็ได้ปืนมาในครอบครอง และวันหนึ่งก็ได้มุ่งไปยังสปาเพื่อฆาตกรรมภรรยาของตนด้วยความเคียดแค้น หลังจากนั้นเขาก็ปลิดชีวิตของตนเช่นกัน
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นที่ชัดเจนว่าสภาพจิตใจของชายคนนี้ไม่เหมาะที่จะครอบครองอาวุธปืนอย่างแท้จริง และการตัดสินของศาลก็เป็นไปโดยยุติธรรม เรื่องดูดำเนินการไปอย่างเป็นระบบระเบียบ แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถป้องกันเหตุการณ์รุนแรงได้ นั่นแสดงให้เห็นว่า การซื้อขายปืนในสหรัฐอเมริกายังคงมีช่องโหว่อันใหญ่กว้างอยู่ที่ลำพังเพียงแค่กฎหมายไม่สามารถครอบคลุมได้ทั้งหมด
กรณีอย่างที่เกิดขึ้นในสปาแห่งหนึ่งที่รัฐวิสคอนซินเป็นหัวใจหลักที่นำไปสู่การถกเถียงในสภาว่าด้วยการแก้ไขกฎหมายปืน ว่าควรจะขยายขอบเขตของการตรวจสอบประวัติของผู้ซื้อปืนหรือไม่
ฝ่ายที่สนับสนุนกล่าวว่าอย่างน้อยการขยายขอบเขตการตรวจสอบก็จะสามารถป้องกันกรณีรุนแรงดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นได้ ส่วนฝ่ายต่อต้านให้ความเห็นว่า แม้จะมีการตรวจสอบประวัติที่เข้มงวดขึ้น แต่ก็ไม่สามารถที่จะป้องกันไม่ให้บรรดาอาชญากรได้อาวุธไว้ในครอบครอง เพราะยังคงมีช่องทางอีกมากมายในการที่จะได้ปืนมาในมือ เช่น การซื้อในตลาดมืด การขโมย หรือการให้ผู้ที่มีสิทธิ์ในการซื้อโดยชอบทางกฎหมายเป็นผู้ทำการซื้อให้ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี การตรวจสอบประวัติก็สามารถระงับการซื้อขายปืนได้จริง จากสถิติ ปรากฏว่ามีการซื้อขายปืนถูกระงับไปกว่าล้านกรณี ตั้งแต่ปี 1998 เนื่องจากผู้ยื่นคำร้องขอซื้อมีประวัติที่ไม่เหมาะสม เช่น เคยก่ออาชญากรรม หรือ หลบหนีการจับกุม หรือ ไม่ได้รับการรับรองจากสถาบันจิตเวช กระนั้น ยังคงไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าในบรรดาผู้ที่ถูกระงับการซื้อปืนเหล่านี้ มีจำนวนกี่กรณีที่หันใช้ช่องทางอื่นในการซื้ออาวุธดังกล่าว
แต่ที่แย่ก็คือ เคยมีการทดลองโดยนักวิจัยนิวยอร์ก ส่งเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบไปทำการซื้อปืนจากผู้ขายเอกชนในงานการแสดงสินค้าปืนแห่งหนึ่ง ผลปรากฏว่าในบรรดาเอกชนผู้ขายปืน 30 ราย มีทั้งหมด 19 รายที่ยินดีขายให้เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบที่ปลอมตัวมาซื้อ ถึงแม้จะมีการเอ่ยว่าผู้ซื้อนั้นน่าจะไม่สามารถผ่านการตรวจสอบประวัติโดยชอบทางกฎหมายก็ตาม นี่ยิ่งเน้นย้ำให้เห็นถึงช่องโหว่อันใหญ่กว้างเกี่ยวกับการซื้อขายปืนที่กฎหมายอเมริกายังไม่สามารถขยายอำนาจมาปกปิดได้
นอกจากนี้ ยังคงมีช่องโหว่ หรือ ช่องทางอื่นๆ อีกมากมายที่ต้องปรับปรุงแก้ไขก่อนที่จะทำให้การ "ปฏิรูป" กฎหมายปืนสำเร็จลุล่วงไปได้
การบริหารฐานข้อมูลอาชญากรรมของตำรวจท้องถิ่นกับ FBI ยังคงไม่ประสานงานกันได้ดีเท่าที่ควรจะเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐในหลายๆ รัฐ ไม่ได้ส่งข้อมูลของบรรดาผู้ละเมิดกฎหมาย หรือผู้ป่วยทางจิตให้รัฐบาลกลาง นั่นเป็นเหตุให้ไม่สามารถตรวจสอบประวัติของผู้ซื้อปืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลายครั้งที่ปืนถูกขายให้แก่ผู้ป่วยทางจิตโดยชอบทางกฎหมายเนื่องจากรัฐบาลกลางไม่มีข้อมูลเหล่านี้
นอกจากนี้ ระยะเวลา 3 วันในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ FBI ยังคงเป็นอีกช่องโหว่หนึ่งที่เกิดขึ้น กล่าวคือ หากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถทำการตรวจสอบและยืนยันได้ภายในระยะเวลา 3 วันหลังจากมีผู้ยื่นขอซื้อปืน ผู้ขายก็จะสามารถขายปืนให้แก่ผู้ซื้อได้ จากการตรวจสอบพบว่าปืนที่ถูกขายไปในลักษณะนี้จำนวนมากถูกนำไปก่อเหตุอาชญากรรม
ยังคงมีช่องโหว่ในกรณีอื่นอีก เช่น ผู้ขอซื้อปืนมีคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณา ขณะที่ยื่นคำร้องขอซื้อเป็นเวลาเดียวกัน นั่นทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจสอบพบประวัติอาชญากรรมได้ เป็นต้น
แม้การตรวจสอบประวัติจะมีช่องโหว่อย่างมากมาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันช่วยลดอัตราการเกิดของเหตุการณ์รุนแรงได้ มีวิจัยแห่งหนึ่งโดยอาจารย์มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเดวิส กล่าวว่าการระงับการซื้อขายอาวุธปืนผ่านการตรวจสอบประวัติ แก่บรรดาบุคคลที่ไม่เหมาะสมช่วยลดแนวโน้มที่คนเหล่านี้จะก่อเหตุการณ์ยิงขึ้น 25-30 เปอร์เซ็นต์
แม้จะช่วยลดได้ แต่ก็ไม่สามารถกำจัดไปได้หมด อัตราการลดของเหตุการณ์ยิงจากงานวิจัยเป็นอัตราที่เล็กน้อย ไม่สามารถส่งให้เห็นผลได้อย่างชัดเจน
ดังนั้น โจทย์ปัญหาสำคัญสำหรับรัฐบาลที่ต้องคำนึง หรือต้องแก้ไข หากต้องการจะ ปฏิรูป กฎหมายว่าด้วยเรื่องปืน คือบรรดาช่องโหว่เหล่านี้ แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะขจัดปัญหาดังกล่าวได้ในพริบตา กระบวนการแก้ปัญหาต้องใช้เวลา ค่อยเป็นค่อยไป และเป็นเรื่องที่น่าท้าทายอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่ได้ชื่อว่าปืนเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม







