ความหมายของชีวิต ที่ผู้คนสำนึกหรือยอมรับ ย่อมมีผลอย่างลึกซึ้งต่อพฤติกรรมทางสังคม เพราะ ความหมายของชีวิต ย่อมรวมเอาอุดมคติ วิธีคิด
โลกทัศน์ เป้าหมายในชีวิต ตลอดจนวิธีการในการบรรลุเป้าหมายของชีวิตที่คนคนหนึ่งจะเลือกใช้ ซึ่ง “ความหมายของชีวิต” นี้มิได้เป็นของปัจเจกบุคคลโดดๆ เพราะบุคคลไม่ว่าจะมีจิตสำนึกแบบปัจเจกชนนิยมหรือไม่ก็ตาม ย่อมได้รับอิทธิพลจากสังคมและวัฒนธรรมที่ตนใช้ชีวิตอยู่ นอกจากนี้ “ความหมายของชีวิต” ยังไม่ใช่ความหมายที่หยุดนิ่งอยู่กับที่โดยปราศจากการเปลี่ยนแปลงอีกด้วย หากสามารถทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลง “ความหมายของชีวิต” ได้ก็ย่อมทำให้เข้าใจสภาวะความเป็นไปและปัญหาของสังคมได้ชัดเจนขึ้น
สังคมไทยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากผลของการทำสนธิสัญญาเบาริง (พ.ศ. 2398) ทำให้โลกทัศน์ ค่านิยม และความสัมพันธ์ทางสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยที่จักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิเริ่มเสื่อมสลายลง ดังนั้น “ความหมายของชีวิต” จึงเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ความเปลี่ยนแปลง “ความหมายของชีวิต” ของคนในสังคม ได้ทำให้เกิดผลสะเทือนต่อเนื่องไปสู่ความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ อีกมากมาย เพราะ “ชีวิต” มีการเกิดและการตายใน “โลกนี้” เท่านั้น มิได้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร หรือมีนรกและสวรรค์ให้กลัวและให้หวังอย่างที่เคยเชื่อกันมา
ท่ามกลางโลกทัศน์ที่เปลี่ยนไปนี้ ชีวิตของมนุษย์ถูกทำให้สัมพันธ์แนบแน่นอยู่กับสังคม และชีวิตมนุษย์ที่มีคุณค่าก็จะผูกพันอยู่ที่ว่าชีวิตนั้นได้ทำความก้าวหน้าให้แก่สังคมหรือไม่ มากน้อยเพียงใด และอย่างไร การเกิดเป็นจุดเริ่มต้นตามธรรมชาติของชีวิต แต่การดำเนินชีวิตจวบจนวันตายกลายเป็นเรื่องที่มีความหมายต่อตัวตนของมนุษย์ว่าได้ทำให้เกิดคุณค่าประการใดต่อสังคม และ “คุณค่า” นี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องถ่ายทอดและสร้างประโยชน์ต่อคนในรุ่นหลังสืบต่อไปด้วย
พร้อมกันนั้น การเกิดความคิดเรื่อง “ชาติ” จึงเป็นเสมือน “ศาสนา” ในโลกสมัยใหม่ในแง่ที่ได้สร้างระบบสัญลักษณ์ในการอธิบายความเป็นมาของชาติจากอดีตมาสู่ปัจจุบันและจะดำเนินไปสู่อนาคตที่งดงามหากคนในชาตินั้นอุทิศตนเองให้แก่ชาติ พลังของการอธิบายเช่นนี้ดึงดูดคนและสร้างแรงจูงใจอย่างแรงกล้าให้คนเสียสละทุกอย่างให้แก่ชาติ เพราะกรอบการอธิบายอดีตมาสู่ปัจจุบันนั้นจะทำให้คนแต่ละคนไม่มีความหมายอะไร แต่จะมีความหมายขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อรวมกันเป็นกลุ่มและการเป็นกลุ่มนั้นก็ต้องกระทำการทุกอย่างเพื่อให้ชาติก้าวหน้าไปสู่อนาคต ความก้าวหน้าของชาติจึงเป็นเสมือน “บรมธรรม” ที่คนในชาติทุกคนต้องอุทิศตนมอบให้ หากชาติเกิดความก้าวหน้าแล้ว ตนก็ย่อมได้รับอานิสงส์จากความก้าวหน้านั้นด้วยเช่นกัน
ความรู้สึกรักชาติจึงได้รับการเน้นในแง่ของการทำหน้าที่และการเสียสละเพื่อชาติกระบวนการทำให้ชาติมีความสัมพันธ์กับคนในลักษณะที่คล้ายคลึงกับหน้าที่ทางสังคมและความรู้สึกของศาสนาในสังคมไทยปรากฏอย่างชัดเจนเมื่อได้เกิดการสร้างให้คนแต่ละคนนั้นทำหน้าที่ของตน “แท้จริง ประชุมชนที่ตั้งควบคุมอยู่กันเป็นหมู่กันนี้ มีหน้าที่ต่างๆ กัน และอาศัยกันและกัน”
ในด้านหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงความหมายของชีวิตคนเช่นนี้ ก็ได้ทำให้ความตายกลายเป็น “พันธะกิจสุดท้าย” ที่มนุษย์คนหนึ่งจะได้มีโอกาสทำประโยชน์แก่สังคม การเสียสละชีวิตหรือการตายเพื่อชาติบ้านเมืองจึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ หากไม่มีโอกาสที่จะสละชีวิตเพื่อชาติบ้านเมือง ก็ต้องทำให้การตายอย่างธรรมดาสามัญนั้นมีคุณค่ามากที่สุด กล่าวได้ว่า เมื่อสังคมให้ความหมายแก่มนุษย์ด้วยการเน้นย้ำถึง “ร่างทางสังคม” (social body) การสูญสิ้น “ร่างทางสังคม” ก็ต้องอุทิศให้มีค่าต่อสังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะแม้แต่ “พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี...” เมื่อ “นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์” จึงต้องให้มี “ความดี” หรือสิ่งอันมีคุณค่า “ประดับไว้ในโลกา” ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเรื่องความหมายของชีวิตได้เกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มาจนถึงปัจจุบัน กล่าวคือ การขยายตัวของชนชั้นกลางที่มีลักษณะการขยายตัวกระเพื่อมเป็นระลอกๆ จนกระทั่งถึงปัจจุบันที่ชนชั้นกลางกลุ่มใหม่นี้มีขนาดที่ใหญ่โตจนถึงระดับที่สามารถสร้างและกำหนดให้ “รสนิยม” ของกลุ่มตนเองสถาปนาขึ้นมาครองตลาด “ความเป็นไทย” ได้สำเร็จ ดังจะเห็นได้จากการเกิดขึ้นประดิษฐกรรมใหม่ๆ ทางด้านความบันเทิง ทางด้านวรรณกรรม ก็เกิดวรรณกรรมที่เน้นคุณลักษณะของปัจเจกชนเป็นด้านหลัก เช่น ความรักของปัจเจกชนที่เป็นความรักไม่มีชาติ ไม่มีชนชั้น ไม่มีศาสนา เป็นต้น วรรณกรรมชนชั้นกลางเหล่านี้ได้ขยายตัวออกครอบคลุมสังคมคนอ่านในสังคมไทยมายาวนาน
ลักษณะร่วมหลายประการของความคิดของชนชั้นกลางแต่ละระลอกนี้ส่งผลต่อการให้ความหมายหรือความหมายของชีวิตที่สอดคล้องกัน ได้แก่ ความสำนึกในศักยภาพของปัจเจกชน เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจและในระบบราชการล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพิงความสามารถส่วนตัวมากขึ้น แม้ว่าการเติบโตในระบบของสังคมไทยก็จะต้องผูกโยงเข้ากับเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ที่ขยายตัวมากขึ้นก็ตาม
ขณะเดียวกัน ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นอย่างเข้มข้นในช่วงนี้ได้ทำให้เริ่มเกิดความแตกต่างของกลุ่มทางสังคมชัดเจนขึ้น กล่าวได้ว่าได้เริ่มต้นเกิดสังคมแยกย่อยเป็นผลมาจากระบบเศรษฐกิจ ระบบความรู้ เป็นระบบที่เน้นการแบ่งงานกันทำและเป็นงานเฉพาะส่วนเสี้ยว คนในสังคมไทยในช่วงนี้จึงเริ่มที่จะเป็นกลุ่มคนที่สัมพันธ์กันอยู่เฉพาะในกลุ่มของตนเองมากขึ้นกว่าเดิม โดยที่โอกาสจะทำความเข้าใจเพื่อนมนุษย์กลุ่มอื่นนอกเหนือจากตนนั้นลดลงเรื่อยๆ การที่คนแต่ละกลุ่มที่ดำรงตนเองอยู่อย่างที่ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มอื่นต่อมาจะกลายเป็นฐานของการมีชีวิตจริงอย่างเข้มข้นมากขึ้นในระยะช่วงเวลาหลัง
การดำเนินชีวิตในสังคมที่เริ่มไม่ได้สัมพันธ์กันอย่างแท้จริงแล้วนี้ ก็ได้ทำให้เกิดความรู้สึกที่ต้องการไม่ให้ถูกเบียดเบียนจากคนอื่นๆ จึงทำให้เกิดการสร้างคุณลักษณะ “คนดี” ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมสังคม คุณลักษณะของ “คนดี” จะถูกเน้นย้ำว่าเป็นลักษณะพิเศษเฉพาะของคนที่ทำให้การดำเนินชีวิตที่ผ่านมาก่อให้เกิดผลดี การเน้นคุณลักษณะ “คนดี” ในความหมายของคนไทย ได้แก่ เป็นคนที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารีมีน้ำใจ มีความจริงใจกับเพื่อนฝูงญาติมิตร ซื่อตรงต่อมิตร ปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมทั้งในทางศาสนาและในชีวิตประจำวัน ตลอดจนมักจะเน้นว่าเป็นบุคคลที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
นอกจากการสร้างคุณลักษณะ “คนดี” แล้ว เพื่อการควบคุมปัจเจกชนในสังคมให้ไม่ประพฤติละเมิดซึ่งกันและกันง่ายเกินไป ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจและระบอบอารมณ์ความรู้สึกในสังคมได้ทำให้เกิดหนังสือทางด้านศาสนาขึ้นมาสองกลุ่ม ได้แก่ ศาสนาเพื่อควบคุมอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วไปในสังคม กับ ศาสนาเพื่อควบคุมระบบเหตุผลของชีวิตมนุษย์ (ศาสนาของคนทั่วไปกับศาสนาของ “ปัญญาชน”)
ขอต่อคราวหน้านะครับ






