ท่านผู้อ่านที่คุ้นเคยกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ คงทราบดีว่าการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนั้นเป็นเรื่องที่ยากเย็นอย่างยิ่ง
ต้องใช้ทั้งกำลังคน เงิน เวลา และความร่วมมือจากทั่วโลกมากมายมหาศาลอย่างที่มนุษย์ไม่เคยทำกันมาก่อน อีกทั้งต้องส่งต่อการกระทำเหล่านี้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานดำเนินการอย่างต่อเนื่องจึงจะสัมฤทธิผลให้สภาพภูมิอากาศกลับมาเป็นดังเดิมได้
จะเห็นว่ามีเงื่อนไขที่เป็นไปได้ยากมากมายเพื่อให้การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเกิดความสำเร็จตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความอยากได้อย่างเป็นรูปธรรมคือการร่วมมือกันแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศภายใต้กรอบของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ หรือ UNFCCC ซึ่งมีการจัดประชุมประเทศภาคีอนุสัญญาฯ กันทุกปี ในปีที่แล้วเป็นการประชุมครั้งที่ 18 (COP18) ซึ่งบ่งบอกว่าเป็นเวลา 18 ปีแล้วที่โลกได้ตั้งใจร่วมกันในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ แต่ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นมีน้อยมาก ทั้งนี้สาเหตุหลักมาจากการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวและการเกี่ยงความรับผิดชอบระหว่างโลกที่พัฒนาและโลกที่กำลังพัฒนา จะเห็นว่าถ้ายังมัวแต่มานั่งเถียงกันอยู่อย่างนี้คงไม่ทันการณ์แน่ แก่นแท้ของปัญหาคงมาอยู่ที่ข้อสรุปที่เป็นสัจธรรมว่า สำหรับมนุษย์ที่มีกิเลสอย่างเราๆ ท่านๆ เป็นการยากที่จะสละความสุขของตนเอง (ประเทศตัวเอง) เพื่อช่วยแก้ปัญหาที่คิดว่ายังอยู่ห่างไกลอย่างปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
ในขณะที่ความร่วมมือกันในระดับโลกไม่ส่งผลให้เกิดการดำเนินการเป็นรูปธรรม สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกก็ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณอะไรที่บอกว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโลกได้ลดลงหรือเริ่มมีแนวโน้มลดลงในอนาคตอันใกล้ จนถึงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ทั่วโลกยังเข้าใจว่าอย่างมากอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นแค่ 2 องศาเซลเซียสเทียบกับระดับก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมของประเทศตะวันตกในปลายศตวรรษนี้ ดังนั้นเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควรกำหนดไว้ที่ปริมาณการลดการปล่อยก๊าซรวมที่ทำให้การเพิ่มของอุณหภูมิอยู่ภายใน 2 องศาเซลเซียส ข้อมูลล่าสุดบอกเราชัดเจนว่า การที่โลกนิ่งเฉยในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่มีโอกาสเลยที่จะรักษาระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกที่ 2 องศาเซลเซียสแต่โลกจะร้อนขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสภายในครึ่งศตวรรษนี้ และจะเพิ่มเป็น 4 องศาเซลเซียสในปลายศตวรรษเร็วกว่าที่เราคาดไว้ก่อนหน้านี้มาก
ด้วยความรุนแรงของผลกระทบที่นับวันจะชัดเจนขึ้นและการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการและกลไกในปัจจุบันไม่ได้ให้ความหวังอะไร ธรรมชาติของมนุษย์ก็ต้องดิ้นรนหาทางออก ในวงการวิทยาศาสตร์ เราเชื่อมั่นว่า ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ (There is nothing impossible) แผนสำรองจึงบังเกิดขึ้น ในซีรีย์ของบทความนี้ ผมตั้งใจจะนำแนวคิดใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมาเล่าสู่กันฟัง แนวคิดเหล่านี้ เป็นทั้งแนวคิดเพื่อการปรับตัวระยะยาว การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ หรือการแก้ปัญหาแบบเปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปเลย บางแนวคิดเมื่อประมาณสิบกว่าปีมาแล้ว เช่น เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon capture and storage) ที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ แต่วันนี้กลับเป็นทางออกหนึ่งที่ใช้ในการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว หรือบางอย่างเป็นแนวคิดที่นอกกรอบสุดๆ เช่น แนวคิดที่ว่า ไม่ต้องไปลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว เราหันมาควบคุมสภาพอากาศด้วยมือมนุษย์ให้เป็นไปตามความต้องการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศได้ตามอำเภอใจเลยจะดีกว่าศาสตร์หรือแนวคิดเหล่านี้รวมๆ เรียกว่า วิศวกรรมโลก (ภาษาไทยผู้เขียนตั้งขึ้นมาเอง มาจากภาษาอังกฤษGeo-engineering) หรือ อาจจะเฉพาะเจาะจงลงไปเลยเป็นClimate change engineeringหรือ Atmospheric engineeringก็น่าจะได้ ทั้งหลายทั้งปวงก็เพื่อ ดัดแปลง ควบคุม หรือจำกัดให้สภาพอากาศเป็นไปตามที่เราต้องการ
ตัวอย่างอันแรกที่จะกล่าวถึงในรายละเอียดครั้งต่อไป คือเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon capture and storage) หรือ CCSแนวคิดนี้เริ่มมีคนพูดถึงมากเมื่อประมาณสัก 15 ปีมาแล้ว ผมยังจำได้ว่าตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบมาใหม่ๆ และได้ไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียวันหนึ่งเขามีสัมมนาพิเศษและได้เชิญ คุณโรเบิร์ต วัตสัน อดีตประธาน IPCC ได้มาพูดเรื่องโลกร้อน มีคนในห้องเสนอว่า การแก้ปัญหาโลกร้อนนั้นง่ายนิดเดียว เพราะก่อนที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกปล่อยออกมา เราก็จับมันไว้ พอได้ปริมาณพอสมควรแล้ว เราก็ดั้มมันลงไปฝังไว้ในโพรงใต้ดิน ซึ่งมีอยู่มากมายในทะเลและบนบกหลังจากที่เราเอาน้ำมันดิบออกจากโพรงนั้นแล้ว
การตอบรับจากห้องประชุมวันนั้นชัดเจนมากคือ ทุกคนหัวเราะด้วยเสียงดังเต็มห้อง นัยว่า ช่างเป็นความคิดที่เพ้อเจ้อ (ฝัน) อะไรเช่นนั้นแต่ปัจจุบัน เทคโนโลยี CCS ได้รับการยอมรับว่า เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้ทันใจเพราะสามารถป้องกันไม่ให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยสู่บรรยากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพแต่ก็มีข้อจำกัดในเรื่องต้นทุนของเทคโนโลยี ค่าใช้จ่ายต่อหน่วยก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บยังมีราคาแพงมากเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่นๆ และเนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่ ประเด็นเรื่องผลกระทบจากการดำเนินการ ประสิทธิภาพการกักเก็บในระยะยาว และโดยเฉพาะประเด็นความปลอดภัยยังไม่ชัดเจน การดำเนินการในปัจจุบันยังเป็นแค่ระดับสาธิตเป็นหลัก แต่มีแนวโน้มสูงว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามามีบทบาทในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับประเทศไทยทีมวิจัยจากบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กำลังศึกษาศักยภาพความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีนี้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย
รายละเอียดและหลักการของแนวคิดทั้งที่อาจจะเก่าแล้วอย่าง CCS และใหม่ๆ อย่าง Geo-engineering หรือClimate engineeringเช่น การทำฝนเทียมหรือ แนวคิดหลุดโลกอื่นๆ ผมจะได้นำเสนอในตอนต่อไป







