หลังจากมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ได้สร้างผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะสถานประกอบการใน จ.พะเยา
ซึ่งถือเป็นตำนานของจังหวัดที่เคยมีค่าจ้างต่ำที่สุดในประเทศ ได้รับการยืนยันจาก"บุญชู กมุทมาโนชญ์" ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพะเยา บอกว่า หลังจากปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ถือเป็นการปิดตำนานจังหวัดพะเยาแหล่งค่าจ้างราคาถูกที่สุด ปัจจุบันจะต้องมีการประเมินการวางแผนธุรกิจเป็นไตรมาสต่อไตรมาส จากภาวะต้นทุนธุรกิจที่ก้าวกระโดด โดยการปรับค่าจ้าง 2 ครั้งที่ผ่านมา ทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำใน จ.พะเยาปรับเพิ่มขึ้นถึง 90% คือปรับจาก 159 บาท เป็น 222 บาทในปี 2555 ก่อนปรับเป็น 300 บาทในปี 2556
บุญชู สะท้อนว่าการปรับค่าจ้างครั้งนี้ส่งผลให้ขีดการแข่งขันของ จ.พะเยาลดลง ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าของประเทศเพื่อนบ้านได้ เช่น จีน เวียดนาม และยังทำลายอุตสาหกรรมพื้นบ้านที่ต้องใช้ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาหลายรุ่นต้องค่อยๆ หายไป คือกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมพื้นบ้าน ที่เป็นเอสเอ็มอีระดับรากหญ้า เช่น ตะเกียบ เย็บปักถักร้อย เพราะธุรกิจเหล่านี้ เป็นเอสเอ็มอีท้องถิ่นไม่มีทุนเพียงพอที่จะเพิ่มค่าจ้างเป็น 300 บาท คงไม่ต้องถามว่าจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อเครื่องจักรมากทดแทน นอกจากนี้ยังทำให้วิถีชีวิตของคน จ.พะเยาเปลี่ยนแปลง ความผูกพันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่เคยทำงานแบบครอบครัวญาติพี่น้องก็หายไปด้วย
"มาตรการที่รัฐบาลออกมาช่วยเหลือทั้ง 27 มาตรการ ไม่สามารถช่วยเหลือเอสเอ็มอีระดับรากหญ้าเหล่านี้ได้ เช่น การลดเงินสมทบประกันสังคม 1% ไม่สามารถช่วยลดต้นทุนได้ เพราะลูกจ้างในสถานประกอบการกลุ่มนี้มีจำนวนน้อย บางแห่งไม่ถึง 10 คน ลดค่าใช้จ่ายได้ไม่มาก ไม่คุ้มทุน" บุญชูเล่าว่าเจ้าของธุรกิจบางรายถึงขนาดต้องพาลูกจ้างไปสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อแลกกับความเชื่อใจที่จะไม่ฟ้องร้องหากจะต้องจ่ายค่าจ้างไม่ถึง 300 บาท ฟังดูแล้วมันอาจจะตลก แต่ชาวบ้านที่นี่เขาไม่มีทางออก เขาก็ต้องพึ่งสิ่งเหล่านี้ และสิ่งที่ต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ คือ การจัดสรรงบประมาณมาตั้งกองทุนเยียวยาเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีโดยตรง เพราะไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้
แม้ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้างกลาง (บอร์ดค่าจ้าง) จะออกมายืนยัน ถึงสถานการณ์แรงงานปัจจุบันว่ายังเป็นปกติ โดยเฉพาะการติดตามสถานการณ์หลังจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ที่ผ่านมา ด้วยการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องไม่ว่าเป็นภาพรวมของเศรษฐกิจในประเทศ การบริโภค การลงทุน และการจ้างงาน โดยเฉพาะข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการแรงงานชี้ให้เห็นว่าสถิติผู้มาขึ้นทะเบียนกรณีว่างงานในเดือนกุมภาพันธ์มีจำนวน 35,206 ราย เป็นผู้ถูกเลิกจ้าง 4,081 คน คิดเป็นเพียงร้อยละ11.6 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลขการเลิกจ้างงานในเดือนมกราคมจะเห็นว่าปรับลดอย่างชัดเจน ซึ่งในเดือนมกราคมมีผู้ถูกเลิกจ้างจำนวน 10,075 คน ถือว่ายังอยู่ในภาวะปกติ ไม่มีผลกระทบที่รุนแรง
นักธุรกิจในพะเยาก็ไม่ต่างจากนักธุรกิจจังหวัดอื่นๆ ที่ต้องปรับตัวไปตามปัจจัยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ที่เป็นไปตามวัฏจักรของธุรกิจที่จะต้องมีการพัฒนาไปข้างหน้า ทว่าจากนโยบายของรัฐในแบบก้าวกระโดด ที่อาจจะต้องใช้เวลาสักระยะ ในการที่จะสร้างธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทน เปลี่ยนจากแหล่งลงทุนราคาถูกไปสู่อุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ






