ละครที่รัฐบาลแสดง สังเวยด้วยชีวิตและคราบน้ำตาของประชาชนชายแดนใต้ ความจริงใจอยู่ที่ไหน?
เป็นประโยคสั้นๆ แต่กินใจจากผู้ที่ใช้นามว่า “คนยะลา” ส่งข้อความถึง ส.ว.อนุศาสน์ สุวรรณมงคล ซึ่งเป็นดั่งที่พึ่งหวังของพี่น้องประชาชนทั้งไทยพุทธและมุสลิมจำนวนมากในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในนาทีที่เกิดเหตุระเบิดป่วนเมืองยะลา เมื่อตอนค่ำของวันอาทิตย์ที่ 7 เม.ย.
ความหมายของคำว่า “ละคร” ที่คุณคนยะลาพูดถึง ย่อมหนีไม่พ้นกระบวนการพูดคุยเจรจาแบบ “เปิดเผย-เอิกเกริก” ของรัฐบาลกับกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นแกนนำขบวนการบีอาร์เอ็น นำทีมโดย นายฮัสซัน ตอยิบ
จากข้อมูลที่ผมได้รับ เชื่อว่ามีผู้คนจำนวนไม่น้อยในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มองกระบวนการพูดคุยสันติภาพครั้งนี้เป็นแค่ “ละครฉากหนึ่ง” แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเหล่านั้นไม่สนับสนุนการพูดคุยเจรจา เพียงแต่ขอให้มีความจริงใจจริงจังมากกว่านี้ มีแผนยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการชัดเจนกว่าที่เห็นและเป็นอยู่
และแน่นอนว่าเสียงเรียกร้องให้ “ทบทวน” กระบวนการพูดคุยสันติภาพที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ นั้น ก็ไม่ได้หมายความให้ “ยกเลิก” กระบวนการไปเสีย เพียงแต่ควรทำให้รอบคอบขึ้น ระดมคนเก่งๆ ที่มีประสบการณ์มาให้ข้อมูลให้มากขึ้น แล้ว “ออกแบบ” การพูดคุยเสียใหม่ให้ปรากฏผลบวกมากกว่าเดิม
ข้อสังเกตและข้อเสนอที่ผมได้พูดคุยรับฟังจากฝ่ายต่างๆ มีดังนี้
1.รัฐบาลต้องยอมรับได้แล้วว่าเหตุรุนแรงที่หนักหนาสาหัสมากขึ้นในระยะหลัง มาจากกระบวนการพูดคุยเจรจากับกลุ่มของนายฮัสซัน อย่างเปิดเผย เอิกเกริกโดยรัฐบาลเอง ซึ่งขัดกับหลักทฤษฎีการพูดคุยสันติภาพ
2.รัฐบาลควรดึงการพูดคุยเจรจากลับมาอยู่ในโหมดปิดลับ หรือยุติการพูดคุยในทางเปิดเอาไว้ก่อน เพื่อลดแรงกดดันจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ทั้งยังป้องกันการสร้างสถานการณ์จากกลุ่มที่ร่วมพูดคุยเองเพื่อหวังยกระดับตัวเองและเพิ่มเงื่อนไขต่อรอง
3.จากสภาพการณ์ในพื้นที่ มีความเป็นไปได้สูงว่ากลุ่มบุคคลที่พูดคุยกับตัวแทนรัฐบาลไทยไม่ได้มีศักยภาพพอที่จะควบคุมกลุ่มติดอาวุธรุ่นปัจจุบันในพื้นที่ได้ ฉะนั้นแทนที่รัฐจะแสดงท่าทียอมพูดคุยและโอนอ่อนผ่อนตามข้อเรียกร้องของกลุ่มนายฮัสซันทุกอย่าง รัฐบาลน่าจะหันมาทุ่มแก้ปัญหาโดยตรงกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ขณะนี้ โดยเฉพาะปัญหาความไม่เป็นธรรม เพราะจะเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด ตรงเป้า ไม่ต้องผ่านโบรกเกอร์อย่างนายฮัสซันและพวก (กรณีที่เขาสั่งกันไม่ได้จริงๆ)
สิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้ทันทีก็เช่น ลดพื้นที่การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ยื่นไต่สวนหมายจับใหม่ทั้งหมด ทั้งหมาย พ.ร.ก.และหมาย ป.วิอาญา หากหมายไหนพิจารณาแล้วไม่มีหลักฐานหนักแน่นพอ หรือมีหลักฐานเพียงคำซัดทอด ก็ให้ถอนหมายเหล่านั้นเสีย
นี่คือการปลดชนวนรุนแรงจากผู้เห็นต่างจากรัฐ “ตัวจริง” และมีผลต่อสถานการณ์จริง ซึ่งรัฐสามารถทำได้เลย ทบทวนได้เลยระหว่างกระบวนการพูดคุยสันติภาพ และถ้าทำได้ในภาพใหญ่ถึงขนาดประกาศยุทธศาสตร์ความเป็นธรรม ประกาศยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เคารพอัตลักษณ์ มีมาสเตอร์แพลน มีแอคชั่นแพลน ดึงคนในพื้นที่มาร่วมทำงาน สถานการณ์โดยรวมย่อมดีขึ้นไปเอง...
โดยอาจไม่ต้องรอนั่งประชุมกับบีอาร์เอ็นรุ่นลายคราม!






