นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นต่อการวิพากษ์วิจารณ์ ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา ก่อนหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับพิจารณาคำร้องของกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา ว่า ต้องขอความร่วมมือในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีทางออกอื่นสำหรับให้ประเทศเดินหน้า เพราะความจริงเดิมทีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ยังค้างการพิจารณาในวาระ 3 ดังนั้น ทางฝ่ายนิติบัญญัติได้ยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ซึ่งเป็นแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญให้คำแนะนำมาอยู่แล้ว และระบุว่า "ไม่เช่นนั้นเราก็ไม่รู้จะเดินไปทางไหน"
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้างต้นน่าจะหมายถึงการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ในเรื่องการทำสัญญากับนานาประเทศ หรือ องค์กรต่างประเทศ ต้องเสนอต่อรัฐสภา เนื่องจากหากทุกเรื่องที่ต้องผ่านสภาในยุคนี้ ก็จะทำให้เกิดความล่าช้า หรือดังที่ฝ่ายสนับสนุนบอกว่าหากไม่แก้ไข รัฐบาลก็ไม่สามารถทำอะไรได้อย่างรวดเร็วตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกยุคใหม่ ในขณะที่ฝ่ายคัดค้านเห็นว่าหากให้รัฐบาลดำเนินการได้ โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบจากรัฐสภา จะทำให้ยากแก่การตรวจสอบว่ารัฐบาลโดยนักการเมืองนั้น จะดำเนินการเพื่อประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ของประเทศ
หากติดตามความขัดแย้งในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ถือว่าเป็นประเด็นที่ยืดเยื้อมานานตั้งแต่มีความพยายามแก้ไขเมื่อปีที่แล้ว แต่เนื่องจากความเคลื่อนไหวในการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 นั้น มีหลายกลุ่ม ทำให้ประเด็นค่อนข้างสับสนว่าจะแก้ไขกันในประเด็นไหน อีกทั้งความเห็นในแต่ละประเด็น ก็ไม่ได้ทำให้เกิดการตกผลึกหรือเปิดให้มีการถกเถียงในสังคมมากพอ ดังนั้นหากติดตามตั้งแต่ต้น จะเห็นว่าประเด็นใหญ่คือสังคมเกิดความไม่ไว้วางใจกันอย่างสูง แม้ว่าจะยืนยันว่าสิ่งที่ทำนั้นมีประโยชน์ต่อประเทศหรือสังคมโดยรวม แต่อีกฝ่ายก็ไม่ไว้วางใจว่าจะทำได้ตามที่พูดไว้
แม้ว่ารัฐบาลจะใช้กลไกตามกฎหมายโดยผ่านรัฐสภา และทำทุกอย่างตามขั้นตอนทางกฎหมาย แต่ความไม่ไว้วางใจก็เกิดขึ้นอยู่นั่นเอง ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าดำเนินทุกอย่างด้วยความโปร่งใส และเป็นผลดีต่อประเทศจริง ยิ่งประเด็นที่มีความหวาดระแวงด้วยแล้ว รัฐบาลจำเป็นต้องชี้แจงให้กระจ่างชัดว่ามีความจำเป็นอย่างไร โดยต้องไม่พยายามให้เกิดความรู้สึกว่า "พวกมากลากไป" โดยใช้เสียงข้างมาก แม้ว่าขณะนี้ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ยังไม่เป็นประเด็นจนนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง แต่เป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้กับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
เราเห็นว่า หากรัฐบาลต้องการแก้ไขอุปสรรคการทำงาน รัฐบาลก็ต้องแสดงให้เห็นว่าเป็นเช่นนั้นจริง หากรัฐบาลต้องการให้มีความชัดเจนเรื่องอำนาจขององค์กรอิสระตามมาตรา 68 รัฐบาลก็ต้องแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันมีปัญหาจริงและจำเป็นต้องแก้ไข เราเชื่อว่า หากรัฐบาลสามารถอธิบายได้อย่างสมเหตุสมผลแล้ว ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอาจลดระดับความรุนแรงลง แต่เหนืออื่นใด การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ต้องดำเนินการให้เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง ฝ่ายการเมืองต้องไม่ลืมว่าประชาชนจำนวนมากยังหวาดระแวงนักการเมือง จึงเป็นธรรมดาที่นักการเมืองต้องทำงานหนักเพื่อแก้ปัญหาความไม่ไว้วางใจจากสังคม








