วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หลังจากเมื่อคืนวันที่ 2 เม.ย.

เจ้าหน้าที่พบศพ พลทหารมะอาลี นอนเสียชีวิตบริเวณริมถนนใกล้ๆ "สะพานกอตอ" สะพานข้ามแม่น้ำสายบุรี

ในสภาพศพถูกมัดมือ มัดเท้า ถูกจ่อยิงที่ศีรษะ ถึง 2 นัด มีความน่าสนใจในเชิงประวัติศาสตร์ ว่า ทำไมถึงนำร่างมาทิ้งไว้ที่เชิง "สะพานกอตอ" ซึ่งน่ามีนัยสำคัญ 2 เรื่อง

>>> 1.การนำร่างมาทิ้งในพื้นที่ อ.บาเจาะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วย ฉก.นาวิกโยธิน ที่ 32 ซึ่งเป็นต้นสังกัดเดิมของ พลทหารมะอาลี หน่วยที่วิสามัญกลุ่มก่อเหตุถึง 16 ศพ เมื่อไม่นานมานี้ การที่กลุ่มคนร้ายนำร่างพลทหารมะอาลี มาทิ้งไว้ ก็เพื่อแสดงสัญลักษณ์ให้เห็นถึงความต้องการ "แก้แค้น" และเป็นการ "ตอบโต้" ที่กลุ่มแนวร่วมโดยทหารนาวิกโยธินวิสามัญไปหลายราย

>>> 2.น่าจะเป็นนัยสำคัญ ที่มองข้ามไปไม่ได้ คือ การตอกย้ำ "ประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง" ที่เคยเกิดขึ้นที่เชิง "สะพานกอตอ" เมื่อ 38 ปีก่อน กล่าวคือเมื่อปี 2518 ได้เกิดเหตุการณ์ประท้วงใหญ่ จากการเสียชีวิตของชาวบ้าน อ.บาเจาะ จำนวน 5 คน

>>> เหตุการณ์ครั้งนั้น ตรงกับเช้าวันที่ 29 พ.ย. 2518 มีศพชาวบ้าน 6 ศพ ลอยอยู่ในแม่น้ำสายบุรี ใต้สะพานกอตอ สภาพศพถูกยิงเสียชีวิต แต่เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่า 1 ใน 6 เป็น ด.ช.อายุ 13 ปี ยังไม่ตาย และกลายเป็นพยานปากสำคัญ

>>> เด็กที่รอดชีวิต บอกว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 5 ราย ถูกเจ้าหน้าที่สังหาร และนำศพมาทิ้ง จนเป็นชนวนเหตุการประท้วงใหญ่ที่ศาลากลางจังหวัดยะลา ในเวลาต่อมา

>>> การประท้วงใหญ่ครั้งกระโน้น ที่มีประชาชน นักเรียน และ นักศึกษา เข้าร่วมจำนวนมาก และระหว่างการชุมนุม ได้เกิดเหตุระเบิดซ้ำขึ้นอีก จนมีผู้เสียชีวิตอีกจำนวนมาก เหตุการณ์ได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 จังหวัด และเป็นเชื้อความขัดแย้งรุนแรงที่มีการนำมาเล่าสู่คนรุ่นหลัง

>>>การที่คนร้ายนำศพพลทหารมะอาลี มาทิ้งบริเวณใกล้ "สะพานกอตอ" จึงเป็นนัยที่น่าจับตามอง ว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุ ตั้งใจจะรื้อฟื้นประเด็นความขัดแย้งประเด็นนี้อีกหรือไม่

>>> ห้วงเวลาที่หมอทะเลาะกันเรื่องค่าตอบแทน ขณะเดียวกันการดูแลผู้ป่วยด้วยความเมตตาและปรารถนาดีจะส่งผลดีต่อผู้ป่วย และเป็นเสน่ห์ของการให้บริการแบบไทย ซึ่งจำเป็นที่หมอและบุคลากรทางการแพทย์ต้องทำ

>>> พญ.สมสิริ สกลสัตยาทร กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมิติเวช จำกัด (มหาชน) โรงพยาบาลสมิติเวช กล่าวในการประชุมวิชาการประจำปีการพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (HA National Forum) ครั้งที่ 14 จัดโดย สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. ในเรื่อง "การขับเคลื่อนองค์กรด้วยความเมตตาและปรารถนาดี" ว่า เมตตา แปลว่า อยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ส่วนปรารถนาดี คือ ความกรุณา หมายความว่าอยากให้ผู้อื่นเป็นสุข ซึ่งคนไทยต้องมีความภาคภูมิใจในการให้บริการ เนื่องจากคนไทยเรามีการบริการที่เต็มไปด้วยความเมตตาและปรารถนาดีต่อผู้ป่วยจริงๆ ผ่านพนักงานที่เป็นบุคคลสำคัญในองค์กร และพนักงานหยิบยื่นสิ่งที่ดีส่งผ่านไปยังผู้ป่วย คนไข้หลายคนทีเดียวโรคยังไม่หายเลย แต่ใจเขาดีแล้ว พอจิตใจเขาดีแล้ว โรคก็หายเร็วขึ้นด้วย

>>> สุกานดา เมฆทรงกลด หัวหน้างานผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลพิจิตร บอกว่า งานด้านการดูแลผู้ป่วยเป็นการทำงานแบบ 3ดี (3D) ได้แก่ D - Difficult คือ เป็นงานที่มีความยุ่งยากซับซ้อน D - Dirty คือ เป็นงานที่ไม่น่าอภิรมย์ ต้องทำงานเกี่ยวกับความทุกข์ทั้งจากของผู้ป่วย ญาติ และ เพื่อนร่วมงาน และ D - Danger คือ เป็นงานที่เสี่ยงและอันตราย การทำงานบริการจึงต้องอาศัยการมีความรักในงานที่ทำ รวมทั้งการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในองค์กร ก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน เมื่อผู้ให้บริการมีความสุข ก็จะสามารถส่งต่อความสุขนั้นไปยังผู้รับบริการได้