เพื่อพัฒนาระบบการขนส่งของประเทศ ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรไปอย่างสะดวกโยธิน
หรือจะเรียกว่า “เรียบร้อยโรงเรียนทักษิณ” ก็คงไม่ผิดนัก เพราะถึงกับสไกป์มากำชับแล้วกำชับอีกไม่ให้บรรดาลูกหาบเฉยเมยเรื่อยเปื่อยกันจนสภาล่ม เรียกว่าเน้นยิ่งกว่าภารกิจ "พากลับบ้าน" เสียอีก
O นับจากนี้ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมาย หรือ กมธ. ซึ่งทางฝ่าย “ปชป.” หรือพรรคประชาธิปัตย์ ก็ประกาศชัดจะตามไปค้านให้ถึงที่สุด
O แต่การจะค้านให้เกิดผล ย่อมต้องค้านอย่างมีสติสัมปชัญญะ ไม่ใช่ค้านเพื่อเอาชนะหรือค้านเพราะเป็นฝ่ายค้าน ที่สำคัญต้องยึดประโยชน์ชาวบ้าน ไม่ใช่ประโยชน์ของพรรคพวก
O อาจารย์ปรีชา สุวรรณทัต นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเงินการคลัง ออกมาเตือนว่า ประชาธิปัตย์อย่าค้านแค่ให้เป็นกระแส จนหลงเกม "พ่ายแพ้" เข้าทางพรรคเพื่อไทย เพราะสิ่งสำคัญคือต้องยืนยันหลักการเดิมเอาไว้ ให้สังคมได้เห็นว่าร่าง พ.ร.บ. กู้เงินฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่มุ่งไปแก้เนื้อหาจนกลายเป็น “สนับสนุน” ร่างกฎหมายไปโดยปริยาย (เพราะร่วมวงแก้กับเขาด้วย)
O อาจารย์ปรีชา แนะว่า สิ่งที่ต้องแก้ลำดับแรกคือชื่อกฎหมาย จาก "ร่าง พ.ร.บ.กู้เงินฯ" ที่ชื่อเต็มๆ ว่า ร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. .... วงเงิน 2 ล้านล้านบาท น่าจะแก้เป็น ร่าง พ.ร.บ.เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามแนวนโยบายแห่งรัฐ เพื่อไม่ให้จำกัดแค่จะพัฒนาด้านการคมนาคมขนส่งเท่านั้น แต่เปิดกว้างสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การสาธารณสุข ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ
O สิ่งสำคัญลำดับต่อมา คือแก้ไม่ให้ร่างกฎหมายเป็นการมุ่งใช้จ่าย “เงินนอกงบประมาณ” ซึ่งส่อขัดรัฐธรรมนูญ ด้วยการแปรญัตติเพิ่มเข้าไปในมาตราใดมาตราหนึ่งให้เม็ดเงินที่จะใช้จ่ายนั้นเป็น “รายจ่ายที่ต้องก่อหนี้ผูกพันหลายๆ ปีงบประมาณ” ซึ่งสามารถไปตั้งเป็นงบปกติในร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีสำหรับปีต่อๆ ไป หรือร่างงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมก็ได้ รัฐบาลจะใช้เงินปีละเท่าไร ก็ใส่ตัวเลขเอาไว้ ก็จะไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
O สำหรับที่มาของเม็ดเงิน ก็ยังสามารถใช้บริการ “เลดี้กูกู้” คือ “กู้” มาได้เหมือนเดิม เพียงแต่เมื่อใช้วิธีกำหนดเป็น “รายจ่ายที่ต้องก่อหนี้ผูกพันหลายๆ ปีงบประมาณ” ก็จะสามารถกำหนดเพดานการกู้ในแต่ละปีไม่ให้เกินอัตราที่กำหนดหมายกำหนด เช่น ร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือร้อยละ 80 ของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สำหรับชำระคืนเงินต้น
O อาจารย์ปรีชา บอกว่า หากรัฐบาลยอมทำตามที่เสนอมานี้ จะมีข้อดีคือเข้าข่ายมาตรา 168 วรรคห้า ของรัฐธรรมนูญ ที่เขียนล็อกไม่ให้ ส.ส.แปรญัตติเพิ่มหรือลดรายจ่ายตามที่กำหนดไว้ได้ เนื่องจากเป็น “รายจ่ายที่ต้องก่อหนี้ผูกพัน”
O กระนั้นก็ตาม อาจารย์ปรีชา เชื่อว่า ถึงอย่างไรรัฐบาลก็จะใช้เสียงข้างมากลากไป โดยไม่ยอมแก้ให้ตามที่เสนอ จึงฝากถึงฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์ให้ยืนยันตามแนวทางนี้ อย่าไปหลงประเด็น คือต้องยืนกรานว่าร่าง พ.ร.บ.กู้เงินฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หาก กมธ.ซีกรัฐบาลไม่สนับสนุน ทั้งเรื่องเปลี่ยนชื่อกฎหมายและตั้งเป็นรายจ่ายที่ต้องก่อหนี้ผูกพันหลายๆ ปีงบประมาณ ก็ให้ฝ่ายค้านสงวนคำแปรญัตติเอาไว้ เพราะแม้สุดท้ายจะพ่ายเสียงในสภา แต่จะเป็นหลักฐานสำคัญว่า รัฐบาลจงใจกระทำขัดรัฐธรรมนูญ อันจะส่งผลในชั้นพิจารณาวินิจฉัย กรณีมีคนยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ!









