วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จากเจรจาบีอาร์เอ็นถึงกู้ 2 ล.ล. ทุกฝ่ายเสี่ยงหมดยกเว้น....

ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ เข้าสภาเมื่อวันที่ 28 มี.ค.

ตรงกับวันที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาฯสมช. นำคณะพูดคุยสันติภาพไปเจรจากับขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่นำโดยกลุ่มบีอาร์เอ็น อย่างเป็นทางการนัดแรกพอดี

แม้ 2 เรื่องนี้จะไม่เกี่ยวกันเลย แต่ผมคิดว่าหากมองในด้านการกำหนดนโยบายแล้ว เกี่ยวกันอย่างแยกไม่ออก เริ่มจาก...

1.งานนี้ คุณทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้กดปุ่มทั้งเจรจาสันติภาพ และกู้เงิน 2 ล้านล้าน

2.ทั้งสองเรื่องเต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่เป็นสไตล์การบริหารแบบคุณทักษิณที่ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านความมั่นคง นิยามเอาไว้อย่างสั้น กระชับ และตรงความจริงอย่างมาก คือ การบริหารสไตล์ "เสี่ยงทุกฝ่าย" มีแต่คุณทักษิณและพรรคพวกของตนเท่านั้นที่ได้ประโยชน์

ข้อได้เปรียบของนโยบายประเภทนี้คือ "สร้างความหวัง" ให้กับคนจำนวนมาก ทำให้คนลืมมองด้านที่เป็นความเสี่ยงไป และเป็นการยากสำหรับฝ่ายที่คัดค้าน เพราะจะถูกมองว่าขัดขวางสันติภาพ (กรณีเจรจาดับไฟใต้) หรือถ่วงความเจริญ (กรณี 2 ล้านล้าน)

ลองดูเรื่องเจรจาดับไฟใต้ จริงๆ ทำกันมาทุกรัฐบาล และเป็นเรื่องที่ถูกหลักการ แต่ต้องทำในทางลับ เพราะมีความเสี่ยงสูงหากเปิดสู่สาธารณะ ทั้งประเด็นการยกระดับกลุ่มแบ่งแยกดินแดน การแทรกแซงจากกลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มการเมืองที่พยายามผลักดันวาระของตัวเอง การถูกต่อต้านจากสังคมในบางเงื่อนไขที่ยังไม่ลงตัว ฯลฯ

แต่พอคุณทักษิณเข้าไปอยู่เบื้องหลังการถ่ายทำ ก็ไม่สนผลกระทบและความเสี่ยงเหล่านั้น ถึงวันนี้แม้แต่ทหาร ตำรวจในพื้นที่ก็เสี่ยงมากขึ้น เพราะตกเป็นเป้าของกลุ่มที่ไม่เอาด้วยกับการเจรจา มีแต่คุณทักษิณและรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ได้ประโยชน์ทางการเมืองไปแล้ว ส่วนจะได้ผลประโยชน์อื่นใดอีกบางอย่างแลกเปลี่ยนกับมาเลเซียด้วยหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามตรวจสอบกันต่อไป

เช่นเดียวกับเรื่องเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท มีอีกหลายวิธีที่รัฐบาลสามารถทำได้นอกเหนือจากการกู้เงินก้อนมหึมาเพื่อให้คนไทยเป็นหนี้กันไปอีก 50 ปีหรือครึ่งศตวรรษ แต่พรรคเพื่อไทยก็เลือกทำการตลาด "สร้างความหวัง" ทั้งๆ ที่มีความเสี่ยงมากมาย เช่น การก่อสร้างหลายๆ โครงการพร้อมกัน หากมีสถานการณ์อะไรพลิกผัน โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจโลก ก็อาจล้มครืนทั้งประเทศ แทนที่จะค่อยๆ สร้าง ค่อยๆ ประเมิน แล้วใช้วิธีก่อหนี้ผูกพันในงบประมาณให้เป็น "เงินในงบประมาณ" ไปเสีย การตรวจสอบก็จะทำได้ ความรอบคอบก็จะเกิด ลดความเสี่ยงลง แถมสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยที่ฝ่ายคุณทักษิณชอบอ้างอีกด้วย

ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจบ้านเราขึ้นชื่อเรื่องความไม่โปร่งใส ดูอย่างโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ วันนี้เป็นอย่างไร เอาแค่คุณภาพตัวรถ ประตูปิดดังเปรี้ยงๆ ยิ่งกว่าหน้าต่างเจอพายุ ใครยืนขวางประตูอาจบาดเจ็บสาหัสได้ นี่หรือคือคุณภาพของระบบขนส่งทางรางจากท่าอากาศยานที่มีความหนาแน่นของผู้โดยสารระดับต้นๆ ของโลก

หรืออย่างแนวทางดับไฟใต้ วันนี้มาตื่นเต้นอะไรเรื่องคืนความเป็นธรรมตามข้อเรียกร้องของกลุ่มบีอาร์เอ็น จะปลดหมายจับที่ออกโดยมิชอบบ้างล่ะ จะปล่อยนักโทษคดีความมั่นคงบ้างล่ะ ทั้งๆ ที่ความเป็นธรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ทำไมต้องรอให้บีอาร์เอ็นสั่งถึงค่อยทำ

ทั้งหมดนี้คือสไตล์การบริหารแบบ "โยนความเสี่ยงให้ทุกฝ่าย" โดยที่คุณทักษิณเลี้ยงตัวอยู่บนยอดคลื่นได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ!