ต้องยอมรับว่ารอยร้าวระหว่างหมอเมืองในนามโรงพยาบาลศูนย์ /ทั่วไปกับหมอชนบทในนามของโรงพยาบาลชุมชน
ที่มีกว่า 738 แห่งทั่วประเทศเกิดขึ้นมาสัก3-4ปีที่ผ่านมา นับจากมีการประกาศจ่ายค่าตอบแทนแบบเหมาจ่ายฉบับที่ 4,6,7 ที่ในวันนั้น นายแพทย์ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ เป็นปลัดกระทรวงและมี ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรัฐมนตรี ได้เซ็นต์ประกาศจ่ายค่าตอบแทนให้กับโรงพยาบาลชุมชนในอัตราที่เพิ่มขึ้นซึ่งทั้งหมดทั้งปวงเป็นผลงานของแพทย์ชนบทนั่นเอง
แน่นอนว่าในมุมของการจูงใจให้แพทย์ทำงานบนพื้นที่ชนบทห่างไกล ไม่ย้ายเข้าเมืองหรือโรงพยาบาลเอกชนถือเป็นเรื่องที่มีเหตุผลและน่าสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง แต่ด้วย ปัญหาที่สภาพพื้นที่โรงพยาบาลชุมชนไม่สะท้อนความจริงเพราะมีจำนวนไม่น้อยอยู่ไม่ไกลเขตเมือง หรืออยู่รอบๆเมืองแต่ได้อัตราเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายที่สูง
แพทย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่าปัญหานี้เริ่มสร้างความรู้สึกไม่ดีระหว่างหมอในเมืองเพราะโรงพยาบาลชุมชนบางแห่งห่างเมืองนิดเดียวไม่กันดารจริง และเมื่อผนวกเข้ากับภาระงานที่โรงพยาบาลชุมชนจำนวนไม่น้อยที่อ้างความไม่พร้อมไม่มีหมอดมยาและไม่ยอมผ่าตัด ก็มักจะส่งต่อเคสผ่าตัดไม่ว่าจะยาก หรือง่าย เข้ามาโรงพยาบาลศูนย์ทำให้ภาระงานเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้น
เมื่อปรับนโยบายจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน(P4P : Pay for Performance) เพื่อหวังเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ จึงไม่แปลกใจที่โรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไปไม่ได้อกมาคัดค้านมากนัก เพราะไม่กระทบกับค่าตอบแทนที่เคยได้รับแต่ดูเหมือนระบบใหม่จะปรับการจ่ายให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น
ขณะที่นพ.ภูษิต ประคองสาย ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศยืนยันว่าหลักการของการจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน หรือ P4P เป็นรูปแบบหนึ่งของการจ่ายค่าตอบแทนตามปริมาณและคุณภาพการทำงานของบุคลากรแต่ละคน ที่ผ่านมาทางกระทรวงสาธารณสุขได้พยายามผลักดันนโยบายนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมระหว่างวิชาชีพในระบบสุขภาพ
ตามปกติแล้วในการกำหนดค่าตอบแทนบุคลากร จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 1.ค่าตอบแทนฐานเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานข้าราชการพลเรือน(กพ.) ซึ่งจ่ายตามประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของบุคลากร 2.ค่าตอบแทนสำหรับการปฏิบัติงานในพื้นที่พิเศษและวิชาชีพขาดแคลน รวมถึงการไม่ทำเวชปฏิบัติหรือเปิดคลินิกรักษาเอง ซึ่งถือเป็นค่าตอบแทนเพื่อสร้างแรงจูงใจ ดึงกำลังบุคลากรที่ปฏิบัติงานในพื้นที่พิเศษหรือพื้นที่ทุรกันดาร และบุคลากรในสายวิชาชีพที่ขาดแคลนให้อยู่ในระบบบริการสาธารณสุขภาครัฐ และ 3.ค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน ซึ่งจ่ายแก่บุคลากรที่ผันแปรตามผลการปฏิบัติงาน ซึ่งต้องเชื่อมโยงทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ หรือพีฟอร์พี
ระบบการจ่ายแบบใหม่ที่เรียกว่า พีฟอร์พี จะเน้นการปรับพื้นที่โรงพยาบาลใหม่เป็น รพ.ชุมชนเขตเมือง โรงพยาบาลเขตปกติและ โรงพยาบาลในพื้นที่เฉพาะ1หรือ 2 ซึ่งทั้งหมดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบชัดเจนจากการจ่ายแบบใหม่คือ โรงพยาบาลชุมชนในเขตเมืองประมาณ33 โรงพยาบาลที่จะต้องปรับลดเงินเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายเหลือ50%แต่อีก50%ไปใช้สัดส่วนของพีฟอร์พีที่จะเริ่มบังคับใช้เลยในเมษายนนี้ส่วนโรงพยาบาลที่ทุรกันดารในพื้นที่เฉพาะ1หรือ2 ยังใช้วิธีเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายแบบเดิม100%
แม้ทั้งสองฝ่ายจะดูมีเหตุผลที่ฟังได้ปมร้าวนี้คงไม่จบง่ายเพราะแพทย์ชนบทตั้งเป้าหมายเดียวคือไล่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขนายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ ออกอย่างเดียวเท่านั้น









