สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) เตรียมเสนอปรับโครงสร้างภาษี ซึ่งเหตุผลการปรับโครงสร้างภาษีนั้นมีหลายด้าน
ขึ้นกับว่าเป็นภาษีประเภทไหน และความพยายามปรับโครงสร้างภาษีนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ที่พูดถึงกันมาก ทั้งในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภาครัฐและบรรดานักวิชาการ แต่ติดตรงที่ฝ่ายการเมืองเท่านั้นที่ยังไม่ยอมดำเนินการปรับโครงสร้าง เนื่องจากเป็นธรรมชาติของนักการเมืองทั่วโลกอยู่แล้วในการพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีหรือประเภทภาษีที่กระทบกับคนจำนวนมากนั้น จะไม่ทำจนนาทีสุดท้าย เมื่อประเทศอยู่ในภาวะหลังพิงฝา กล่าวคือไม่มีรายได้เพียงพอมาบริหารประเทศ
หากย้อนกลับไปดูการปรับโครงสร้างภาษีของไทยนั้น ไม่ได้ดำเนินการมานานหลายสิบปี นับตั้งแต่ปรับโครงสร้างภาษีของกรมสรรพากร ที่เริ่มใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มแทนภาษีการค้า ซึ่งหลังการปรับโครงสร้างภาษีในครั้งนั้น ทำให้รายได้ภาครัฐมีความสอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจมากขึ้น กล่าวคือ เมื่อมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นมาก ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคลจนถึงองค์กรธุรกิจ ภาครัฐก็ควรมีรายได้มากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งปัจจุบันพบว่า รายได้จากกรมสรรพากรมีสัดส่วนสูงมากกว่า 50% ของรายได้ภาครัฐ แต่หลังจากนั้นมาเราก็ไม่เคยมีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่อีกเลย ยกเว้นการปรับตามวัตถุประสงค์เฉพาะ
หากรัฐบาลมีความจำเป็นจริงในการปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหม่ เพราะมีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการพัฒนาประเทศจำนวนมากนั้น รัฐบาลจะต้องทำทั้งโครงสร้างจริงๆ ไม่ใช่ทำเฉพาะบางด้าน เพราะภาษีถือเป็นเรื่องมือที่ดีที่สุดในการหารายได้เข้ารัฐในปัจจุบัน และภาษียังเป็นเครื่องมือที่สร้างความเป็นธรรมที่ดีที่สุดอีกด้วย ดังนั้นหากต้องการปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหม่ กระทรวงการคลังจำเป็นต้องคำนึงถึงภาษีเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมด้วย โดยไม่ควรคิดแต่เพียงว่าภาษีประเภทใดที่เพิ่มรายได้เท่านั้น
ที่ผ่านมา เรามักจะเห็นรัฐบาลเร่งปรับภาษีเพิ่มหารายได้ หรือเพื่อสร้างการแข่งขันทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่าวัตถุประสงค์เช่นนี้มีความจำเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างไม่ต้องสงสัย แต่รัฐบาลไทยแทบทุกยุคไม่สนใจภาษีเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคมมากนัก อย่างกรณี ภาษีทรัพย์สิน ซึ่งมีการประเมินว่าจะเพิ่มรายได้ให้กับภาครัฐนับแสนล้านบาท หากมีการจัดเก็บอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเหตุผลก็คือ รัฐบาลไม่ได้มุ่งไปที่การแก้ปัญหาความเป็นธรรมอย่างแท้จริง แต่มุ่งไปที่การพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นด้านหลัก จึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้น
เราเห็นว่า หากรัฐบาลต้องการจะปรับโครงสร้างภาษีใหม่นั้น เป็นเรื่องที่น่าสนับสนุนอย่างยิ่ง เพราะเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจ อัตราภาษีหรือประเภทภาษีก็ย่อมต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย และหากมีการปรับโครงสร้างภาษี เราเชื่อว่ารัฐบาลนี้สามารถทำได้เนื่องจากการเมืองค่อนข้างมีเสถียรภาพ และสนับสนุนเต็มที่ แต่รัฐบาลต้องปรับทั้งโครงสร้างและต้องหันมาพิจารณาภาษีที่สร้างความเป็นธรรมและเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน เราเชื่อว่าจะเป็นภาษีที่มีประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาวและจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ดีกว่าการสร้างรถไฟความเร็วสูงไปสู่ส่วนภูมิภาค









