วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อิทธิพลของสื่อสารมวลชนกับวัฒนธรรม ถึง ความอยู่รอดของชาติ

ผู้เขียนมีโอกาสไปต่างประเทศครั้งแรกก็หลังจากที่ได้รับทุนวิจัยรัฐบาลญี่ปุ่นในปี 1979 ด้วยความอยากรู้อยากเห็นสภาพโดยทั่วไปของญี่ปุ่น

แต่ก็มีความเสียดายค่าใช้จ่ายในเรื่องต่างๆ ที่รู้สึกว่าแพงมากๆ ช่องทางเดียวที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับญี่ปุ่นได้จึงมีแต่ทางโทรทัศน์เท่านั้น ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่าในยุคนั้น พรรคเสรีประชาธิปไตยปกครองญี่ปุ่นเพียงพรรคเดียวโดยเด็ดขาดตั้งแต่หลังสงครามเป็นต้นมา นักการเมืองของพรรครัฐบาลก็ยังเป็นมรดกตกทอดจากยุคก่อนสงคราม แนวคิดทุกด้านจึงเป็นการลากเส้นกราฟต่อเนื่องจากนักการเมืองยุคก่อนสงคราม ในขณะนั้น NHK เป็นโทรทัศน์สาธารณะคล้ายๆ กับ TPBS และยังมีโทรทัศน์เอกชนช่องอื่นๆ อีกจำนวนหลายช่อง หนังสือพิมพ์ใหญ่ๆ ก็มีหลายฉบับตามชื่อที่รู้ๆ กันอยู่

เวลาดูโทรทัศน์หรืออ่านหนังสือพิมพ์ก็ดูไปตามเรื่อง แต่ถ้ามาลองนึกย้อนไปในตอนนี้ ข่าวสารต่างๆ มีแต่ที่เกี่ยวกับรัฐบาลเป็นหลัก ส่วนที่ตรงกันข้ามก็มีนำเสนอตามความเป็นข่าว แต่สิ่งที่ประทับใจในขณะนั้นอยู่ที่ละครเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะย้อนยุคหรือร่วมสมัย เท่าที่สังเกตดู ละครย้อนยุคในสมัยนั้นอาจจะมีสัดส่วนมากกว่าสมัยนี้ โดยเฉพาะตามโทรทัศน์ช่องเอกชน ภาพยนตร์ตะวันตกดูเหมือนจะหาได้ยากมาก ความประทับใจต่อละครญี่ปุ่นอยู่ที่เนื้อหาที่บอกเล่าความยิ่งใหญ่ของชนชาติญี่ปุ่น ความมุ่งมั่นกับความมานะพยายามอย่างที่สุด และ ความภูมิใจในชาติญี่ปุ่น เนื้อหาพวกนี้ไม่ละเว้นแม้แต่ในรายการเกมส์โชว์หรือภาพยนตร์สารคดีต่างๆ ผู้เขียนมาสังเกตเอาตอนหลังนี้ว่า สงครามในจีนและเอเชียอาคเนย์จะถูกนำเสนอว่าเป็นสงครามเฉยๆ และพยายามหลีกเลี่ยงอย่างถึงที่สุดที่จะไม่เรียกว่าเป็นการรุกราน ซึ่งอาจกล่าวเพียงสั้นๆ ในกรณีที่จำเป็นในหนังสือประวัติศาสตร์เท่านั้น

สายตาของประชาชนในประเทศคู่สงครามอาจจะมองญี่ปุ่นในทางลบก็จริง แต่ในเชิงของประเทศเขาเอง การรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและผลประโยชน์แห่งชนชาติแล้ว ก็ต้องถือว่าหลักปฏิบัติดังกล่าวเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว

เมื่อผู้เขียนได้ไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาหลังจากนั้น ก็ได้รับรู้สภาพแห่งชนชาติที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง ช่องทางที่รับทราบก็คล้ายๆ กับที่ญี่ปุ่น คือ เป็นสื่อสารมวลชนเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องขอบอกว่า แม้ว่าผู้เขียนจะมีโอกาสไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ ของทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาภายหลัง ข้อสรุปที่ได้ก็ไม่เปลี่ยนแปลง มีแต่จะสนับสนุนให้หนักแน่นขึ้น

สหรัฐอเมริกาเป็นชนชาติที่มีประวัติศาสตร์สั้นเมื่อเทียบกับประเทศในยุโรปและเอเชีย แต่จุดเด่นอยู่ที่สงครามต่อสู้เพื่อเอกราชจากอังกฤษ และ ความยากลำบากในการบุกเบิกพัฒนาประเทศ ตลอดจนรวมชาติจากสงครามกลางเมือง สหรัฐอเมริกาอาจถือได้ว่าเป็นชนชาติที่คลั่งชาติไม่น้อยไปกว่าญี่ปุ่นเลย ลักษณะดังกล่าวอาจเห็นได้จากการรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์และสำนักข่าวต่างๆ ที่ให้น้ำหนักกับกิจกรรมทางการเมืองและการทหารของสหรัฐอเมริกาทั่วโลก ประเด็นสำคัญที่มีการเน้นกันมากได้แก่ หน้าที่ของพลเมืองที่มีต่อชาติและรัฐบาลให้เกียรติอย่างสูงแก่ผู้ที่ปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติ เราไม่อาจทราบว่าลักษณะข้างต้นนี้เริ่มเกิดขึ้นในสังคมอเมริกันตั้งแต่เมื่อไร แต่รู้สึกว่ามันหยั่งรากลึกในความรู้สึกนึกคิดของคนอเมริกันเป็นอย่างมาก แม้แต่ลูกชายของผู้เขียนอยู่ที่นั่นเพียง 10 ปีก็แทบจะบ้าคลั่งเหมือนคนอเมริกันเลยทีเดียว ความรู้สึกในการรับใช้ชาติในอดีตอาจจะเกิดขึ้นทุกชนชั้น ตั้งแต่สงครามเวียดนามมา ความเต็มใจในการรับใช้ชาติของคนบางกลุ่มอาจจะลดลง แต่ในกลุ่มระดับล่างและผู้อยู่อาศัยถาวรชาวต่างชาติแล้ว ไม่ได้ลดลงเลย ทั้งนี้เพราะว่าสหรัฐอเมริกาทุ่มเททุกอย่างให้แก่ผู้รับใช้ชาติด้วยทุนการศึกษาและการมีงานทำเพื่อเป็นแรงจูงใจ สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นเรื่องสำคัญภายใต้ค่าใช้จ่ายการศึกษาที่แพงมากและงานที่หาไม่ได้ง่ายนัก สิ่งที่ผู้เขียนไม่อาจบอกได้ด้วยอยู่นอกสาขาความเชี่ยวชาญก็คือ ความรักชาตินำไปสู่การตอกย้ำในสื่อสารมวลชน หรือ ในทางกลับกันกันแน่ เพราะว่าแม้แต่ในภาพยนตร์จำนวนมากก็ยังเป็นเช่นนั้น

เมื่อผู้เขียนมีโอกาสทำการศึกษาสื่อสารมวลชนเปรียบเทียบระหว่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน ในระหว่างที่ศึกษาอยู่ที่นั่น ก็ยิ่งทำให้ตระหนักถึงอิทธิพลของสื่อสารมวลชนในแต่ละประเทศเหล่านั้น ในสหรัฐอเมริกาไม่ต้องกล่าวถึงอยู่แล้ว สำนักข่าวและภาพยนตร์ของเขาที่กระจายครอบคลุมอยู่ทั่วโลกย่อมเป็นการครอบงำความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วโลกอยู่แล้ว ในยุคที่คอมมิวนิสต์เฟื่องฟู เด็กในยุคนั้นยังหลงเข้าใจว่าคอมมิวนิสต์มีหน้าตาเหมือนผีเลย ด้วยสาเหตุนี้เอง ในยุคที่จีนกำลังเฟื่องฟูอยู่ในขณะนี้ เราจะได้เห็นข่าวจากสำนักข่าวจีนมากขึ้นอย่างชัดเจนเลย และก็ด้วยสาเหตุนี้อีกเช่นเดียวกัน ที่จีนและญี่ปุ่นจะไม่ยอมให้มีข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศออกในจอทีวีของตนเลย ในญี่ปุ่นเองอาจจะมีภาพยนตร์ฝรั่งออกฉายในมิดไนท์ซีเนม่าบางช่อง แต่สำหรับจีนแล้ว โทรทัศน์จำนวนเป็นร้อยช่องแทบจะไม่มีช่องไหนฉายภาพยนตร์ฝรั่งและญี่ปุ่นเลย แต่ด้วยเหตุผลอันใด สถานีไทยพีบีเอสของไทยกลับมีภาพยนตร์ฝรั่งและญี่ปุ่นฉายเต็มไปหมด ?

ประเทศจีนเอง เราทราบเป็นอย่างดีว่าสื่อสารมวลชนภาครัฐบาลครอบคลุมทั่วประเทศมาตั้งแต่ต้นแล้ว พวกเราในสังคมประชาธิปไตยอาจจะไม่ชอบระบบนี้ แต่ถ้ามองว่าสื่อสารมวลชนเป็นเครื่องมือสำหรับการขับเคลื่อนมวลชนเพื่อเป้าหมายหนึ่งเป้าหมายใดของผลประโยชน์แห่งประเทศชาติแล้ว เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สังคมญี่ปุ่นในระหว่างสงครามไม่ใช่เป็นอย่างนั้นด้วยหรอกหรือ สหรัฐอเมริกาเองไม่ได้พยายามชี้ว่าสงครามเวียดนามหรือสงครามอิรักถูกต้องหรอกหรือ ประเทศไหนมันก็ไม่ได้ต่างกันหรอก บทความนี้ไม่ได้เห็นด้วยกับการใช้ประโยชน์ในทางลบเช่นนั้น แต่การใช้ประโยชน์เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวแห่งชนชาติอาจจะเป็นเรื่องจำเป็นก็ได้ ลองจินตนาการว่า ถ้าหากประเทศจีนไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจนถึงขณะนี้ สนามรบพุ่งอันใหญ่โตมโหฬารจะอยู่ใกล้ประเทศไทยเพียงแค่เอื้อมและผู้ที่รับประโยชน์จะเป็นใคร ถ้าไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ ส่วนผู้เสียประโยชน์ไม่ใช่ใครอื่นไกล ก็ประชาชนในแถบนี้นั่นเอง

อิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดไม่ได้มาจากสื่อสารมวลชนโดยตรงตามที่เข้าใจเพียงอย่างเดียว อย่างข้อมูลข่าวสารหรือเรื่องราวที่นำเสนอทางโทรทัศน์หรือสิ่งพิมพ์เท่านั้น แต่ว่ายังมาจากสื่อการเรียนและการเรียนการสอน ตลอดจนการอบรมสั่งสอนจากครู อาจารย์ พ่อแม่หรือครอบครัวโดยรวมด้วย ประเทศทั้งสามที่กล่าวถึงข้างต้นก็ไม่เคยมองข้ามความสำคัญนี้เลย ตรงกันข้ามกลับพยายามรักษาระบบให้มีความมั่นคงและมีประสิทธิผลมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ประเทศเหล่านี้ไม่เคยห่วงว่าเด็ก ๆ ของตนจะร้องเพลงชาติของชาติอื่นไม่ได้ พวกเขาไม่เคยคิดว่าการที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชี่ยวชาญภาษาอื่นๆ จะเป็นอุปสรรคต่อความยิ่งใหญ่ของประเทศ แต่แน่นอนพวกเขามีกลุ่มคนเฉพาะที่เชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศ ในทางตรงข้าม จีนพยายามที่จะสอนประเทศอื่นๆ ให้รู้ภาษาจีนมากกว่าจะสอนให้ประชาชนของตนส่วนใหญ่ให้รู้ภาษาอื่น ในเมื่อภาษาอังกฤษเพียงภาษาเดียวก็จะไปไม่รอดอยู่แล้ว การสอนภาษาเพื่อนบ้านนี่แหละจะพากันล่มจมทั้งประเทศ

อีกมุมหนึ่งของสื่อสารมวลชนที่สมควรแก่การกล่าวถึง ได้แก่ ความเป็นกลาง น้ำหนักการนำเสนอ และ เสรีภาพในการนำเสนอ เสรีภาพในการนำเสนอเป็นเรื่องที่ถูกต้อง สมควรสนับสนุน และคงไม่มีผู้ใดโต้แย้งในประเด็นนี้ แต่เสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในปริมาณที่มากเกินไปทำให้ประชาชนส่วนใหญ่หลงอยู่ในป่าโดยไม่รู้ว่าประเทศของตนกำลังมีวิกฤตอะไรเกิดขึ้น ดังนั้นการสรุปประเด็นสำคัญของข่าวและเรียงลำดับความสำคัญพร้อม ๆ กับการนำเสนอด้วยน้ำหนักตามสัดส่วนของความสำคัญ การชั่งน้ำหนักให้เท่ากันระหว่างแหล่งข่าวทั้งสองข้างนั้น ไม่ใช่สักแต่จัดให้มีปริมาณหรือจำนวนคนเท่ากัน แต่จะต้องจัดน้ำหนักของแหล่งข่าวแต่ละข้างสามารถเทียบเคียงกันได้ด้วย ไม่ใช่ข้างหนึ่ง low calibre อีกข้าง high calibre แถมบางครั้งไม่สนใจจำนวนคนแต่ละข้างเลยก็มี การชั่งน้ำหนักก็ไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกภาคส่วนจะต้องมีสิทธิเสนอข่าวของตนเสมอไป บ่อยครั้งที่เสนอผิดเพี้ยนซึ่งเป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ บางครั้งความสำคัญของข่าวนั้นในภาพใหญ่ของสังคมอาจไม่มีความสำคัญพอ เสียงของแต่ละภาคส่วนไม่ควรจะเป็นสิ่งกำหนดนโยบายสื่อสารมวลชนโดยตรง แต่จะต้องเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่รับฟังเท่านั้น นอกจากนี้ สิ่งที่แหล่งข่าวแต่ละข้างพูดจะต้องเป็นความจริง จึงจะเรียกว่าสิ่งที่นำเสนอมีความเป็นกลางได้ สื่อมวลชนที่ดีจะต้องสามารถวิเคราะห์ได้ว่าสิ่งที่แหล่งข่าวพูดนั้น เรื่องใดเรื่องจริง เรื่องใดเรื่องเท็จ และ เซนเซอร์หรือตัดบทไม่ให้พูด นอกจากสิ่งที่เป็นข้อถกเถียงในเชิงวิชาการจริงๆ เท่านั้นที่ยอมให้ได้ สื่อมวลชนยุคใหม่ควรจะต้องมีความสามารถทำเช่นนั้นได้ มิฉะนั้นก็อย่ามาประกอบวิชาชีพเลย

การคาดหวังให้สื่อทุกประเภท โดยเฉพาะสื่อภาคเอกชน ทำเช่นที่ว่านี้ได้คงเป็นไปได้ยาก แต่อย่างน้อยที่สุดสื่ออิสระของรัฐควรมีสำนึก ตระหนักในหน้าที่ที่จะต้องทำเช่นนั้น มิฉะนั้นก็เสียแรงที่ได้ศึกษาร่ำเรียนมาเพราะไม่อาจปฏิบัติภารกิจที่มีความสำคัญยิ่งยวดต่อความคงอยู่ของชาติที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ในระยะยาว ขอย้ำว่าความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ได้หมายถึงมีวัฒนธรรมเดียว จีนมีถึง 56 ชนเผ่าและวัฒนธรรมจำนวนมากกว่านั้น แต่ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ ถ้าหากสื่ออิสระของรัฐเพียงช่องเดียวไม่เพียงพอก็เพิ่มได้เพื่อเสนอให้ครบถ้วนทุกด้าน ซึ่งเป็นเรื่องง่ายของยุคนี้อยู่แล้ว เช่น NHK มีช่องสำหรับหลากหลายวัตถุประสงค์ CCTV มีถึง 9 ช่อง เป็นต้น

สื่อสารมวลชนมีอิทธิพลอย่างสูงต่อความรู้สึกนึกคิดของประชาชนในชาติและสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแก่ชาติในยุคที่แต่ละประเทศตกอยู่ในความเชี่ยวกรากของวัฒนธรรมที่หลากหลายและหลากไหลเข้ามา ประเทศที่ยิ่งใหญ่และสามารถคงวัฒนธรรมทั้งหลายต่างพยายามป้องกันอิทธิพลของสื่อสารมวลชนภายนอกและสร้างสื่อสารมวลชนของตนให้ dominate ตลอดเวลา ดูเหมือนจะไม่มีชาติใดในโลกพยายามให้เยาวชนของตนรับเอาสิ่งที่เป็นของชาติอื่นมาโดยที่ไม่ทำการป้องกันเลย แถมยังส่งเสริมอีกต่างหาก เหมือนอย่างที่ประเทศไทยกำลังเตลิดเปิดเปิงไปกับการนำประเทศเข้าสู่อาเซียนในขณะนี้