วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลงทุน 2 ล้านล้านบาท โอกาสและความเสี่ยง

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน

เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ..... (พ.ร.บ.กู้เงิน) จำนวน 2 ล้านล้านบาท วันแรกได้ผ่านไปแล้ว และมีความชัดเจนว่า โครงการลงทุนตามร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงของประเทศไทย ในเรื่องเดียวกัน แน่นอนเป็น"โอกาส"ดีที่รัฐบาลมีเสถียรภาพ มีส.ส.ในสภาจำนวนมาก สามารถดำเนินการเรื่องยากได้ง่ายกว่าหลายรัฐบาลที่ผ่านมา สามารถคิดโครงการในเชิงปฏิรูปประเทศได้ง่ายกว่าหลายรัฐบาล และโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท

ต้องบอกว่าเป็นการพลิกโฉมหน้าประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง ไม่เฉพาะการใช้เงินกู้ครั้งประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่คือการวางโครงสร้างพื้นฐาน ครั้งสำคัญของชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ระบุว่าการลงทุนขนาดใหญ่ของโครงสร้างพื้นฐานเป็นไปตามการแถลงนโยบายที่มีไว้ต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2554 และเป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเกือบ 1 ทศวรรษที่ผ่านมา ไม่มีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ และที่สำคัญปัจจุบันต้นทุนการขนส่งประเทศสูงถึง 15% จึงมีความเสียงเปรียบในแง่ ขีดแข่งขันกับนานาชาติ

นอกจากนั้น"โอกาส"การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ยังตอบโจทย์การวางยุทธศาสตร์อนาคตของประเทศระยะยาว โดยเฉพาะการเชื่อมโยงประเทศเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รวมถึงเป็นศูนย์กลางการลงทุน เชื่อมโยงไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจแนวชายแดน ให้ประชาชนสะดวกในการเดินทาง ลดเวลาและค่าใช้จ่ายการเดินทาง และที่สำคัญจะเป็นการลดต้นของการขนส่งของเกษตรกร ทำให้อาหารสด และมีคุณภาพ ประชาชนที่บริโภคจะได้รับประทานอาหารที่สด

นอกจากนั้นจะเป็นการกระจายความเจริญจากหัวเมือง ไปยังชานเมือง และสู่ภูมิภาคเพื่อลดความแออัด และเติมเต็มความเจริญสู่ชนบทมากขึ้น โดยเฉพาะรายได้จากการท่องเที่ยว ทั้งนี้สามารถลดระยะเวลาเดินทาง กรุงเทพสู่ภูมิภาคด้วยรถไฟความเร็วสูงรัศมี 300 กิโลเมตร ไม่เกิน 90นาทีจากปัจจุบันต้องใช้เวลานานถึง 3 ชั่วโมง แนวคิดการลงทุนดังกล่าวยังจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ ว่าการลงทุนใน 7 ปีข้างหน้า จีดีพีจะเพิ่ม 1% ต่อปี อัตราจ้างงานเพิ่มขึ้น 5 แสนอัตรา การขนส่งในระบบรางจะเพิ่มจาก 2.5% เป็น 5% ลดการสูญเสียน้ำมันได้ 1 แสนล้านบาทต่อปี เป็นต้น

ด้าน"ความเสี่ยง" ในการลงทุน 2 ล้านล้านบาท เราเห็นว่ามีช่องโหว่ในกฎหมายอีกมาก แต่ก็ยังมีเวลาปรับปรุงร่างกฎหมายในชั้นกรรมาธิการให้รัดกุมมากขึ้น แม้ว่ารัฐบาลจะมีบัญชีแนบท้าย ประกอบร่างพ.ร.บ.แต่ไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมาย นั้นหมายความว่าโครงการต่างๆ สามารถโยกย้ายได้ จึงเป็นที่มาของความห่วงใยว่าเหมือน"เป็นการจ่ายเช็คเปล่า"ให้รัฐบาลดำเนินการได้อย่างอิสระ ขณะเดียวกันการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศครั้งนี้ จำเป็นต้องมีแผนรายได้ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งถึงวันนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะพูดเฉพาะขาเดียวด้านรายจ่าย แต่ไม่เคยบอกที่มาของการหารายได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นรายได้ภายใต้โครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ว่าจะมีมากน้อยแค่ไหน รวมไปถึงการปรับโครงสร้างภาษี ก็ยังไม่มีความชัดเจน แถมนโยบายประชานิยม รัฐบาลนี้ยังประกาศเดินหน้าอีกหลายรายการ เท่ากับว่าในอนาคตความเสี่ยงทางการคลัง เป็นเรื่องที่น่าวิตกยิ่ง

รัฐบาลและรัฐสภา จึงจำเป็นต้องตีกรอบตั้งแต่วันนี้ โดยในงานวิจัยของธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุไว้น่าสนใจว่า ในช่วงปี 2550-2556 งบประมาณรายจ่ายเพิ่มขึ้นมากกว่าการขยายตัวของความสามารถในการจัดเก็บรายได้ถึง 1.3 เท่า โดยงบประมาณรายจ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 8.5% ขณะที่รายได้จัดเก็บสุทธิเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงปีละ 6.6% ทำให้ยังคงขาดดุลการคลังอย่างต่อเนื่องและจะสร้างความเสี่ยงทางการคลังในระยะต่อไป

นอกจากนั้น"ความเสี่ยง"ที่น่าวิตกอีกอย่างคือความโปร่งใสของโครงการ ยิ่งในภาคธุรกิจพูดถึงเงินใต้โต๊ะ 30-40%ออกมาอย่างต่อเนื่อง โครงการ 2 ล้านล้านบาท จึงจำเป็นต้อง วางกติกา ระดับตรวจสอบให้มีมาตรฐานเดียวกับวิธีงบประมาณ และจะเป็นการดีมากหากดึงองค์กรภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ถึงวันนี้รัฐบาลยังมีเวลา เมื่อคิดจะทำเรื่องยากแล้วก็ควรทำให้ครบองค์ประกอบ ลดข้อสงสัยต่างๆมิฉะนั้นแล้วความหวังที่ตั้งไว้อาจจะล้มเหลวก่อนกำหนดก็เป็นได้