วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความตระหนกจากเงินกู้พร้อมดอกเบี้ย 5 ล้านล้านบาท

รัฐบาลไทยโดยการนำของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศโครงการกู้เงินจำนวน 2 ล้านล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอีก 3 ล้านล้านบาท

รวมทั้งสิ้น 5 ล้านล้านบาท (ขออ้างอิงเฉพาะตัวเลขกลมๆ ไม่นับเศษ) โดยมีระยะเวลาชำระคืนประมาณ 50 ปี เพื่อนำมาจัดสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่ง ซึ่งการกู้เงินในครั้งนี้กำหนดออกเป็นพระราชบัญญัติโดยสภาผู้แทนราษฎร นัยว่าเพื่อให้เกิดความโปร่งใส โดยตัวแทนของปวงชนสามารถตรวจสอบได้อย่างเต็มที่

เมื่อรัฐบาลประกาศโครงการนี้ออกสู่สาธารณชนเพียงไม่นาน ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างอึงคะนึงตามสื่อต่างๆ รวมทั้งสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ค เป็นต้น โดยมีทั้งเสียงที่สนับสนุนและคัดค้าน โดยเฉพาะเสียงคัดค้านนั้น แสดงความสงสัยว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนจริงหรือไม่ และแสดงความไม่ไว้วางใจว่ารัฐบาลจะดำเนินการด้วยความโปร่งใสดังที่กล่าวอ้าง ซึ่งเสียงคัดค้านนั้นแสดงให้เห็นถึงอารมณ์อันไม่พอใจและตระหนกตกใจ ว่าโครงการนี้จะนำพาความหายนะมาสู่เศรษฐกิจของชาติในอนาคต

หากพิจารณาตามความเป็นจริง โดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องรัฐบาลหรือการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว โครงการดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องมีเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งของประเทศ โดยเฉพาะการขนส่งระบบรางซึ่งประเทศไทยมีการพัฒนาเชื่องช้ามาก หรือเรียกว่าแทบไม่มีการพัฒนาเลยนับแต่มีการก่อตั้งการรถไฟขึ้นเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 โดยรถไฟไทยยังวิ่งได้ไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงซึ่งเร็วขึ้นมากกว่ายุคสมัยเริ่มต้นไม่มากนัก ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีระบบขนส่งทางรางที่ทันสมัย สามารถใช้งานทั้งด้านขนส่งสินค้าและขนส่งผู้โดยสารในเวลารวดเร็วและปริมาณมาก ให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกและสังคมไทยที่ก้าวไปตามสังคมโลก

แต่เหตุใดเมื่อรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศโครงการนี้ออกมาจึงมีเสียงคัดค้านเกิดขึ้นอย่างอึงคะนึง เมื่อพิจารณาไตร่ตรองแล้ว ผู้เขียนเห็นว่า เกิดจากความเชื่อที่ว่ารัฐบาลนี้ทำโครงการนี้ด้วยความไม่โปร่งใส จึงเกิดคำถามขึ้นมามากมาย ดังเช่น

1. โครงการนี้มีความเร่งด่วนอันใด จึงอยู่ๆ ก็จัดทำขึ้นมาอย่างรวดเร็วและจะจัดการให้เสร็จสิ้นอย่างรวบรัด โดยอาศัยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งฝ่ายรัฐบาลมีอยู่พร้อมแล้ว จึงไม่กังวานว่าจะไม่ผ่าน แม้ฝ่ายค้านจะคัดค้านด้วยเหตุผลที่น่ารับฟังเพียงใด ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องได้ชัดเจนเพียงใด ก็ต้องผ่านความเห็นชอบอย่างแน่นอน

2.จำนวนเงินต้นมากถึง 2 ล้านล้านบาทและดอกเบี้ยมากถึง 3 ล้านล้านบาท รวมเป็น 5 ล้านล้านบาทนั้น รัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการให้เกิดความโปร่งใสได้จริงหรือไม่ ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าเงินทุกบาททุกสตางค์อันเป็นเงินภาษีของประชาชนจะไม่รั่วไหล

3. ภาระหนี้สินทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจำนวน 5 ล้านล้านบาทนี้ (ไม่รวมหนี้ที่มีอยู่ก่อนแล้วนับแสนๆ ล้านบาท) เป็นภาระหนี้ที่ผูกพันไปถึงประมาณ 50 ปี ถึงชั้นลูกหลานของคณะรัฐบาลชุดนี้และลูกหลานของคนไทยทุกคนที่จะต้องหาเงินมาชำระหนี้ดังกล่าวซึ่งเป็นภาระที่หนักอึ้ง จะกลายเป็นภาระที่หนักจนเกินจะแบกรับไหวของลูกหลานในอนาคตหรือไม่ การที่รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ทำให้หนี้สาธารณะเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีนั้น เชื่อถือได้เพียงใด หากเกิดเหตุการณ์ดังที่เกิดขึ้นกับประเทศอาร์เจนตินา ประเทศกรีซ ประเทศไซปรัส ขึ้นมาในวันข้างหน้า ใครจะรับผิดชอบ ฯลฯ

นี่คือส่วนหนึ่งของคำถามที่เกิดขึ้นต่อโครงการนี้ และต่อความไม่มั่นใจไม่เชื่อถือในความซื่อสัตย์โปร่งใสของรัฐบาล และคำถามดังกล่าวรัฐบาลก็ไม่สามารถที่จะตอบให้ชัดเจนจนหายสงสัยได้ ยังไม่นับเรื่องแหล่งเงินกู้ และอื่นๆ อีกมาก

รัฐบาลจึงจำเป็นต้องแสดงข้อมูลที่เป็นจริงให้ประชาชนผู้มีความสงสัยให้หายสงสัยว่า เงินจำนวนมากมายก้อนนี้จะเกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ตัดความสงสัยเรื่องความไม่โปร่งใส ความไม่ซื่อสัตย์ ของรัฐบาลออกไปให้ได้ โดยใช้ความจริงไม่ใช่ความเท็จหรือปกปิดหมกเม็ดเพื่อผลประโยชน์ใดๆ ของคนใดหรือกลุ่มใดที่ไม่ใช่ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน เมื่อแสดงให้ประชาชนหายสงสัย และลดความตระหนกตกใจของประชาชนลงได้จึงค่อยดำเนินการขั้นต่อไป คือการออกกฎหมายเพื่อดำเนินการโครงการดังกล่าว เช่นนี้จึงจะเชื่อได้ว่าโปร่งใสและตรวจสอบได้อย่างแท้จริง