วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

The great divergence : The rest VS the west (12)

ปริศนาที่สำคัญสำหรับศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นยุคที่ยุโรปเปลี่ยนโลกในทุกๆ มิตินั้นก็คือว่ามันมีความขัดแย้งกันในเชิงตรรกะ

หรือไม่ที่ว่ากระบวนการโลกาภิวัตน์ก็ดี การก่อตัวของระบบทุนนิยมเสรีโดยเฉพาะการสนับสนุนนโยบายการค้าเสรีของอังกฤษเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเติบโตสุดขีดของจักรวรรดินิยม ในกรณีของอังกฤษ เราอาจจะตั้งคำถามว่า ถ้าอังกฤษทั้งในเชิงอุดมการณ์และในทางปฏิบัติต้องการเห็นการเติบโตของระบบการค้าและเศรษฐกิจเสรีซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ตน อังกฤษจำเป็นต้องใช้กลไกของจักรวรรดิ หรือ Empire หรือไม่ จักรวรรดิเป็นส่วนเกินหรือจริงๆ ในทางปฏิบัติมันมีความจำเป็นอะไรคือลักษณะพิเศษของจักรวรรดินิยมยุโรปโดยเฉพาะอังกฤษ หรือ British Empire และมันมีผลต่อโลกอย่างไร

ถ้าเราดูประวัติศาสตร์ของโลกให้ยาวไกลเราจะพบว่าระบบโลกได้ผ่านประสบการณ์ทั้งก่อนและหลังยุคใหม่ มาหลายระบบ จักรวรรดิทั้งใหญ่และเล็กของโลกคงต้องมีประโยชน์สำหรับผู้ที่อยู่ใต้ระบบมิเช่นนั้นมันคงไม่ดำรงอยู่ได้มาอย่างยาวนาน เป็นพันๆ ปีก็มี เช่น อียิปต์ (2820) จีนสิ้นสุดลงปี ค.ศ. 1912 (2133 ปี) โรมันตั้งแต่ปี 509 ก่อนคริสตกาล ถึง ค.ศ. 476 (985 ปี) เวนิส (1112 ปี) อิสลาม อับบาสิต (311 ปี) ออตโตมัน ค.ศ. 1350-1918 (568 ปี) อังกฤษในอินเดีย ค.ศ. 1757-1947 (190 ปี) หรือจักรวรรดิอื่นๆ เช่น โมกุล (Mughal) ในอินเดียซึ่งเคยยิ่งใหญ่โดยเฉพาะสมัยอโศกมหาราชจักรวรรดิมองโกลที่เคยยิ่งใหญ่ในทุ่งหญ้า steppe ยูเรเชียกลาง จักรวรรดิรัสเซียที่คุมแผ่นดินของเอเชีย เช่น ไซบีเรีย และในเอเชียตะวันตกตะวันออกที่ใหญ่และยาวนานที่สุด ยังไม่ต้องพูดถึงจักรวรรดิสเปน โปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ อิตาลี เยอรมัน หรือจักรวรรดิโบราณอื่นๆ เช่น Aztec ในเม็กซิโก Inca ในเปรูเป็นต้น

ในกรณีของยุโรป ปัญหาที่เกิดจากระบบการเมืองแตกเป็นเสี้ยวๆ แยกย่อยเป็นอนาธิปไตย หรือ Anarchy ไม่มีใครไม่มีผู้ปกครองใด ที่มีอำนาจที่แท้จริง เห็นได้ชัดเจนเมื่อจักรวรรดิโรมันล่มสลายในปี ค.ศ. 476 หรือ แม้ในช่วงของ Holy Roman Empire ที่ได้รับการสถาปนาขึ้นในปี ค.ศ. 800 ในทางเศรษฐศาสตร์ สังคมที่ไม่สามารถก่อให้เกิดความเชื่อมั่นความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินยากที่จะเป็นสังคมที่ความมั่งคั่งหรือความเจริญเติบโตแบบที่เราเห็นได้ในปัจจุบันของโลกสมัยใหม่ ยุโรปต้องใช้เวลาอีกหลายร้อยปีจนกระทั่งระบบรัฐชาติก่อตัวได้อยู่ถาวรในศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา

ยุโรปไม่มีจักรวรรดิใหม่ที่ยิ่งใหญ่เหมือนจักรวรรดิโรมันแบบเดิมแต่มันไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าของยุโรป ก่อนศตวรรษที่ 17 อาจจะพูดได้ว่ายุโรปไม่ได้เจริญก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญมากกว่าเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นจีนอินเดียหรือญี่ปุ่นหรือโลกของอิสลามในแถบเมดิเตอร์เรเนียน แต่ที่มาหรือรากเหง้าของจักรวรรดินิยมยุโรป ในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเข้ามาแทนที่อิทธิพลจักรวรรดิอื่นๆ ก่อนหน้าคือความไม่สมมาตรหรือความไม่เท่าเทียมกันซึ่งมามากขึ้นก่อตัวเป็น Great divergenceจากช่องว่างที่ห่างกันมากขึ้นในอำนาจ และความไม่สมมาตรทางอำนาจนี้มีพื้นฐานมาจากความเป็นผู้นำของยุโรปทางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเทคโนโลยีทางทหาร

ในปี ค.ศ. 1500 นักวิชาการมักจะเรียกว่ามันเป็นยุคใหม่เริ่มต้น ในช่วงเวลานี้ถ้าเอเชีย เช่น จีน ไม่ได้ด้อยหรือล้าหลังกว่ายุโรป อะไรคือความแตกต่างที่สำคัญระหว่างยุโรปกับเอเชีย ความแตกต่างที่สำคัญน่าจะอยู่ที่ว่า โครงสร้างของประเทศและภูมิศาสตร์ของยุโรปทำให้ยุโรปต้องแข่งขันกันเองอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ขณะที่ยุโรปกำลังหรือเลือกที่จะมองออกไปนอกประเทศไปบุกเบิกจับจองค้นคว้าแสวงหาเส้นทางใหม่ที่จะมาเอเชียเพื่อทดแทนลดอำนาจการผูกขาดทางการค้าโดยเฉพาะเครื่องเทศ ซึ่งทำกันอยู่ระหว่างเมดิเตอร์เรเนียนกับมหาสมุทรอินเดียอยู่ในมือของอิสลามออตโตมัน และเวนิส หรือหาเส้นทางมาตะวันออกแต่ไปพบโลกใหม่ทางตะวันตก คือ อเมริกา ผ่านทางแอตแลนติก เริ่มตั้งแต่ โปรตุเกส สเปน ตามมาด้วย ดัตช์ อังกฤษ และฝรั่งเศส

แต่ในเอเชีย จีน ในศตวรรษที่ 15 ในราชวงศ์หมิงจนถึงกลางศตวรรษที่ 17 กลับตัดสินใจเลือกสิ่งที่ตรงกันข้ามกับประเทศมหาอำนาจในยุโรปทำ คือ มองเข้ามาแต่ข้างในประเทศไม่สนใจโลกภายนอกหรือสนใจเพียงแค่การรับบรรณาการจากประเทศชายขอบ อาจจะเป็นเพราะจีนใหญ่เกินไป จีนจึงเลือกทำเช่นนี้ทั้งๆ ที่ขีดความสามารถทางเทคโนโลยีไม่ได้แพ้ยุโรปเชื่อกันว่าเรือของนายพลเจิ้งเหอ (Sheng He) และกองเรือที่ออกเดินทางประมาณ 6 ครั้งระหว่าง ค.ศ. 1405 - 1424 มาจนถึงฝั่งตะวันออกของแอฟริกานั้นใหญ่โตเทียบกันไม่ได้กับราชนาวีไม่ว่าเป็นของชาติใดในยุโรป ประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนโฉมหน้าไปแค่ไหนถ้าพระเจ้าจักรพรรดิในราชวงศ์หมิงมีทัศนคติในเชิงรุกเหมือนกษัตริย์โปรตุเกส สเปน

บางอย่างก็เป็นเรื่องโชคชะตา ขณะที่ยุโรปกำลังรุ่ง ราชวงศ์หมิงของจีนก็เข้าสู่ยุคเสื่อม ยุควิกฤต เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 17 เช่นเดียวกับญี่ปุ่นยุค Tokugawa ว่ากำลังปิดประเทศจักรวรรดิโมกุลของอินเดียกำลังเข้ายุคเสื่อมทั้งหมดล้วนเปิดทางให้เวลากับยุโรปในการเข้ามาใช้โอกาสครอบงำเอเชียในช่วงขาลงได้ง่ายขึ้น

จักรวรรดิใหญ่ๆ ในอดีตล้วนมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญในการนำมาซึ่งสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง Empire ในอดีตและปัจจุบันต้องสามารถทำหน้าที่เหมือนเป็นผู้จัดหาสินค้าสาธารณะระหว่างประเทศ หรือ Public goods ซึ่งประเทศที่อยู่ภายใต้จักรวรรดิได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า อีกนัยหนึ่งในบริบทของสมัยใหม่ความสำคัญของจักรวรรดิอยู่ที่การเป็นผู้กำหนดระเบียบของสังคมและกติกาที่มีมิติทางด้านศีลธรรม หรือที่นักวิชาการเช่น Deepak Lal เรียกว่า International Moral Order ในกรณีนี้บทบาทของจักรวรรดิไม่ได้อยู่ที่การแสวงหาโอกาสหรือประโยชน์ในเชิงขูดรีดซึ่งเป็นทัศนคติดั้งเดิมของแนวคิดฝ่ายซ้ายหรือ Marxist แต่อยู่ที่การกำหนดและการทำให้เกิดอุดมการณ์วิถีชีวิตหรืออารยธรรมซึ่งจักรวรรดินั้นๆ ต้องการให้เกิดการมองบทบาทที่ดีของจักรวรรดิในลักษณะนี้มีปรากฏให้เห็นอยู่มากมายในหมู่นักวิชาการที่มองจักรวรรดิอังกฤษในศตวรรษที่ 19 หรือมองความเป็นผู้นำ (Hegemon) ของอเมริกาซึ่งบางคนก็มองว่ามันเป็นจักรวรรดิอเมริกาในลักษณะข้างต้น

ไม่น่าแปลกใจที่เราถึงได้ยินอดีตประธานาธิบดี Gorge Bush ให้เหตุผลในการบุกประเทศอิรักเพื่อเอาตัวซัดดัม ฮุสเซน ว่าอเมริกาทำเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของคนอิรักและเพื่อชาวโลกเสรี หรือเมื่อนายพลอังกฤษบุกเข้ายึดครองอิรักในปี 1917 เราได้ยินเขาพูดกับชาวอิรักว่าเขามาชั่วคราวไม่ได้มายึดครองประเทศ เขามาเป็นผู้ปลดปล่อย แม้ว่าในความเป็นจริงอิรักต้องใช้เวลาอีก 20 ปีกว่าจะได้เอกราช หรือเรามักจะได้ยินผู้นำของอังกฤษทั้งที่อยู่ในประเทศอาณานิคมและในประเทศแม่อยู่เสมอว่า เป็นเพราะประเทศอาณานิคมทั้งหลาย ประเทศและประชาชนทั้งยากจนและล้าหลัง ประเทศแตกแยกไม่มีความเป็นปึกแผ่นมีแต่ความไม่สงบและความไม่เป็นธรรมอังกฤษมาเพื่อแก้ไขและขจัดสิ่งเลวร้ายเหล่านี้ให้หมดไปหรือน้อยลง ไม่ว่าเป็นประเทศในเอเชีย เช่น อินเดีย หรือแอฟริกา

มีตัวอย่างที่อังกฤษชอบอ้าง คือ กรณีที่นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ Gladstone ปฏิเสธที่จะทำตามข้อเรียกร้องของกษัตริย์ในประเทศหนึ่งในแอฟริกาตะวันตกที่มีจดหมายถึงผู้นำอังกฤษ ให้อังกฤษมาปกครองประเทศของตน เป็นต้น

มันเป็นภาระของคนผิวขาวหรือที่รู้จักกันดีว่าเป็น The white man burden