ในคราวที่แล้วเราได้ศึกษาร่างพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. .....หมวด 7 การแก้ไขสัญญาและการทำสัญญาใหม่
ในส่วนของมาตรา 47 ไปแล้ว ในคราวนี้เราจะมาดูบทบัญญัติใหม่ๆ ของร่างกฎหมายฉบับนี้เพิ่มเติมจนถึงมาตราสุดท้ายกันค่ะ
มาตรา 48 (ในเรื่องการทำสัญญาใหม่) มีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดทำแนวทางการดำเนินกิจการของรัฐภายหลังจากสัญญาร่วมลงทุนสิ้นสุด โดยเปรียบเทียบการดำเนินกิจการของรัฐกรณีที่หน่วยงานของรัฐดำเนินการเอง กรณีให้เอกชนร่วมลงทุน และกรณีให้เอกชนรายเดิมร่วมลงทุนเพื่อเสนอต่อกระทรวงเจ้าสังกัดอย่างน้อยห้าปีก่อนที่สัญญาร่วมลงทุนจะสิ้นสุดลง เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐพิจารณาเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
จะว่าไปแล้วขั้นตอนดังกล่าวแม้ว่าจะไม่มีการกำหนดไว้ใน พ.ร.บ. ร่วมการงานฯ ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่ก็เป็นขั้นตอนที่ภาครัฐกระทำอยู่เป็นครั้งคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีโครงการใหญ่ที่มีความสำคัญมาก อย่างเช่น กรณีการสิ้นสุดของสัญญาสัมปทานมือถือ ที่ได้มีการพิจารณาว่าจะทำอย่างไรกันต่อไปภายหลังจากที่สัญญาสัมปทานสิ้นสุดลง เพื่อรองรับการที่รัฐจะสูญเสียส่วนแบ่งรายได้จากการดำเนินการของเอกชน
ตามที่ได้กล่าวไปแล้วในบทความฉบับก่อน ร่างพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. ..... มีบทบัญญัติที่กำหนดเพิ่มเติมขึ้นจาก พ.ร.บ. ร่วมการงานฯ หลายประการ อันเป็นการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าวให้มีความชัดเจนและรัดกุมยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากเรื่องการแก้ไขสัญญาและการทำสัญญาใหม่ซึ่งเราได้ศึกษากันไปแล้ว ยังมีบทบัญญัติใหม่ในหมวด 8 เรื่องกองทุนส่งเสริมการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หมวด 9 บทเบ็ดเตล็ด และหมวด 10 บทกำหนดโทษ ที่ทำให้กรอบของร่างพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. ..... ขยายกว้างออกไปจากพ.ร.บ. ร่วมการงานฯ ค่อนข้างมากเลยทีเดียวค่ะ
ในส่วนของการจัดตั้งกองทุนตามหมวด 8 นั้น จะมีการจัดตั้งกองทุนหนึ่งเรียกว่า "กองทุนส่งเสริมการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนหน่วยงานของรัฐในการเสนอโครงการที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ การจัดทำผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการและการจ้างที่ปรึกษา โดยเงินและทรัพย์สินของกองทุนจะมาจากเงินอุดหนุนจากรัฐบาลหรือที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ค่าธรรมเนียมการขายเอกสารการประมูล ค่าธรรมเนียมการประเมินข้อเสนอการร่วมลงทุน ค่าธรรมเนียมการลงนามในสัญญาร่วมลงทุน เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับจากการดำเนินงานของกองทุน เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้กองทุน และดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน
ในส่วนของบทเบ็ดเตล็ดในหมวด 9 นั้น แม้ว่าชื่ออาจจะไม่ได้ดึงดูดความสนใจ แต่เนื้อหาเป็นที่น่าสนใจนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกำหนดให้คณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐจัดทำประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการที่มีวงเงินมูลค่าต่ำกว่าที่กำหนดในมาตรา 23 เพื่อให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติ (ร่างมาตรา 58) การกำหนดหลักเกณฑ์การแก้ไขปัญหาในกรณีที่ปรากฏแก่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจว่า มีโครงการที่มิได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในหมวด 4 การเสนอโครงการ หรือหมวด 5 การดำเนินโครงการ โดยกำหนดว่า ให้สำนักงานฯ แจ้งให้หน่วยงานเจ้าของโครงการนั้นชี้แจงข้อเท็จจริงและแนวทางการดำเนินการที่เหมาะสมเสนอต่อคณะกรรมการฯ เพื่อพิจารณาสั่งการ ทั้งนี้ ให้พิจารณาถึงความต่อเนื่องในการให้บริการสาธารณะและผลกระทบต่อประชาชนด้วย (ร่างมาตรา 60)
อนึ่ง ร่างมาตรา 60 ยังระบุต่อไปด้วยว่า "ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นสมควรยกเลิกหรือแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน ให้เสนอขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี"
"ในกรณีที่คณะกรรมการให้ดำเนินการตามสัญญาร่วมลงทุนต่อไปโดยไม่มีการแก้ไขหรือมีการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนตามวรรคสองแล้ว ให้นำบทบัญญัติในหมวด 6 การกำกับดูแลและติดตามผล มาใช้บังคับแก่การดำเนินการต่อไป"
ในส่วนของบทกำหนดโทษนั้น ร่างมาตรา 66 กำหนดว่า "กรรมการในคณะกรรมการ หรือคณะกรรมการคัดเลือก หรือคณะกรรมการกำกับดูแลผู้ใด ฝ่าฝืนมาตรา 15 (เรื่องการมีส่วนได้เสียของกรรมการในบริษัทเอกชนที่ได้รับเลือกให้ร่วมลงทุน) หรือมาตรา 36 วรรคสองประกอบกับมาตรา 15 (เรื่องการทำตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคัดเลือก) หรือมาตรา 44 วรรคสี่ ประกอบกับมาตรา 15 (เรื่องการทำตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับดูแล) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
สุดท้าย บทเฉพาะกาล มีบทบัญญัติที่กำหนดระยะเวลาเร่งรัดการดำเนินการต่างๆ หลายประการ ซึ่งรวมไปถึง การกำหนดให้ออกกฎกระทรวงและประกาศที่จำเป็นต่อการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ การกำหนดให้โครงการใดที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตาม พ.ร.บ. ร่วมการงานฯ ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้ถือว่าเป็นโครงการที่อยู่ภายในบังคับของพระราชบัญญัตินี้ การกำหนดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตาม พ.ร.บ. ร่วมการงานฯ จัดทำแนวทางการดำเนินกิจการของรัฐภายหลังจากสัญญาร่วมลงทุนสิ้นสุดเสนอกระทรวงเจ้าสังกัดภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และในกรณีที่ปรากฏว่าโครงการใดต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ร่วมการงานฯ แต่ไม่ได้ดำเนินการหรือดำเนินการไม่ถูกต้องหรือครบถ้วนในขั้นตอนใด โดยยังไม่มีการดำเนินกระบวนการระงับข้อพิพาทตามสัญญาหรือยื่นฟ้องต่อศาลให้รัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อพิจารณากำหนดแนวทางการดำเนินการที่เหมาะสมซึ่งรวมถึงการยกเลิก การแก้ไขสัญญา และการให้สัญญามีผลใช้บังคับต่อไป
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่









