ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้อนุมัติร่างพระราชบัญญัติ ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน
เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ในวงเงิน 2 ล้านล้านบาท โดยสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งถือว่าเป็นการเสนอตามขั้นตอนปกติ แทนที่จะออกเป็นพระราชกำหนดบังคับใช้เหมือนกับการอ้างโครงการสำคัญและเร่งด่วนเหมือนในอดีต โดยไม่ต้องผ่านสภา และพระราชกำหนดบางฉบับก็ไม่ได้ดำเนินการเร่งด่วนจริงเหมือนที่ให้เหตุผลไว้
หลังจากที่ ครม. ผ่านการพิจารณา รัฐมนตรีหลายคนเดินสายชี้แจงผ่านสื่อถึงเหตุผลและความจำเป็น เพราะร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ถือว่ามีการกู้เงินครั้งใหญ่ภายใต้กฎหมายฉบับเดียว และอาจเป็นไปได้ว่าต้องเดินสายชี้แจงกันถี่ยิบนั้น ก็เนื่องมาจากการวางแผนชำระเงินกู้ใช้เวลาถึง 50 ปี ซึ่งสร้างความตื่นตกใจให้กับประชาชนเป็นจำนวนไม่น้อย อีกทั้งรัฐบาลนี้กล่าวหารัฐบาลก่อนว่าเป็นยอดนักกู้ ในขณะที่ตัวเองบริหารประเทศกลับกู้มากกว่ารัฐบาลก่อนเป็นสิบเท่าตัว หากไม่ชี้แจงให้เกิดความเข้าใจที่ดีพอ ก็อาจเกิดปัญหาขึ้นมาได้
อันที่จริง หากพิจารณารายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้ว ซึ่งมีความหนาค่อนข้างมาก เพราะมีรายละเอียดของโครงการแนบท้ายไปด้วย ก็จะเห็นว่าโครงการทั้งหมดที่เสนอตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้น เป็นแผนด้านคมนาคมของประเทศ ซึ่งกระทรวงคมนาคมและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้วางแผนอยู่แล้ว เพียงแต่การจัดทำงบประมาณประจำปีนั้น มีข้อจำกัด ทำให้การก่อสร้างเป็นไปด้วยความล่าช้า ดังนั้น หากออกพระราชบัญญัติกู้เงินในคราวเดียวกันก็จะทำให้โครงการสำเร็จรวดเร็วขึ้น
ประเด็นสำคัญในขณะนี้ นอกจากลำดับความสำคัญและการกำหนดระยะเวลาการก่อสร้างของแต่ละโครงการ ซึ่งเชื่อว่าการอภิปรายในสภาปลายสัปดาห์นี้จะมีความชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ การใช้เงินและการตรวจสอบการใช้เงิน ซึ่งแน่นอนว่า การพิจารณาโครงการและการอนุมัตินั้นมีขั้นตอนตามระบบราชการอยู่แล้ว แต่ทำอย่างไรจะทำให้คนไทยรู้สึกว่าโครงการเหล่านี้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งความโปร่งใสนั้น ต้องเป็นความโปร่งใสจริงๆ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ความโปร่งใสแต่เพียงลมปาก ส่วนการปฏิบัติก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หากว่ารัฐบาลสามารถทำให้โครงการที่ใช้เงินกู้จำนวนมหาศาล 2 ล้านล้านบาท เชื่อได้ว่ามีความโปร่งใสจริง เราเชื่อว่าคนไทยหรือบรรดานักวิชาการหลากหลายสาขาวิชาพร้อมให้การสนับสนุน เพราะการพัฒนาประเทศนั้น เราจำเป็นต้องมีการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นตลอดเวลาตามการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ หากรัฐบาลอ้างว่าโครงการเหล่านี้จะทำให้ประเทศไทยพลิกโฉมไปพอสมควร เพราะจะเป็นการปรับโครงสร้างคมนาคมของประเทศครั้งใหญ่ที่สุด เนื่องจากทำในคราวเดียวหลายด้านภายในระยะเวลา 7 ปีต่อจากนี้ไป
เราเห็นว่างานใหญ่ของรัฐบาล นอกจากจะเร่งผลักดันโครงการให้เสร็จตามร่างพระราชบัญญัติที่กำหนดไว้แล้ว สิ่งสำคัญก็คือความโปร่งใสในการดำเนินโครงการและผลประโยชน์อื่นที่จะได้จากโครงการเหล่านี้ เพราะว่าขณะนี้ดูเหมือนว่าการดำเนินโครงการตามพระราชบัญญัตินั้น เริ่มต้นจากคนไม่เชื่อใจและไม่ไว้วางใจ ซึ่งอาจไม่ใช่เพราะโครงการไม่ดีหรือทำไม่ได้ แต่มาจากคนไม่ไว้ใจนักการเมืองเป็นทุนเดิม ซึ่งคนไทยมีตัวอย่างจากการบริหารจัดการโครงการรับจำนำข้าวมาแล้วว่าเป็นอย่างไร และขณะนี้รัฐบาลจะมีโครงการที่ใหญ่กว่า ดังนั้น รัฐบาลต้องทำใจและต้องพยายามชี้แจงบ่อยครั้ง หากต้องการจะพลิกประเทศไปข้างหน้าตามนโยบายที่วางไว้






