วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เงินบาทแข็ง : ต้องแปร ‘ปัญหา’ เป็น ‘โอกาส’

อย่างน้อย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง กับ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

ก็เห็นพ้องกันเรื่องหนึ่ง...นั่นคือ ทางการไม่จำเป็นต้องแทรกแซงเรื่องค่าเงินบาทในขณะนี้ แม้ว่าเงินสกุลไทยจะ “แข็งมากไป เร็วไป” ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ตาม

คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง ในฐานะรองนายกฯ เศรษฐกิจและรัฐมนตรีการคลัง ถึงขนาดฟันธงว่าอย่างไรเสีย เงินบาทก็จะไม่แข็งถึงขั้นแตะ 27 บาทต่อดอลลาร์ แม้ว่าบางสำนักจะทำนายถึงระดับ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แล้วก็ตาม

ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ยืนยันว่าเงินสกุลอื่นๆ รอบบ้านเราก็แข็งขึ้นในระดับที่ไม่ต่างกับของไทยนัก และสาเหตุสำคัญที่ทำให้เงินบาทแข็งขึ้นนั้น ก็เป็นเพราะว่าปัจจัยด้านบวกเสียเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่ต้องห่วงกังวลเกินเหตุ แต่ก็ต้องเฝ้ามองอย่างระแวดระวังเป็นพิเศษ ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุอันไม่ควร หรือให้คนกลุ่มใดฉกฉวยโอกาสสร้างความปั่นป่วนให้กับเศรษฐกิจไทย

การเมืองบางฝ่ายบอกว่า อยากให้เงินบาทอ่อนกลับไปที่เดิม คือ 31-32 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ แต่นั่นย่อมเท่ากับเป็นการฝืนธรรมชาติและความเป็นจริงของเศรษฐกิจโลก

เงินไหลเข้าประเทศไทยและภูมิภาคนี้มาก เพราะต้องการจะหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น อีกทั้งมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบเศรษฐกิจของเขา ที่เรียกว่า QE ยังคงเดินหน้าต่อ ทำให้มีเงินทุนไหลบ่าเข้าไทยมากกว่าปกติ

น้ำไหลแรงเอาอะไรมากั้น ก็จะเสียหายมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการเอาเงินของแบงก์ชาติไปสกัดกั้นขณะที่กระแสไหลเข้าเชี่ยวกรากเช่นนั้น
หากว่าแบงก์ชาติจะแทรกแซง ก็คงจะทำเพียงเพื่อให้ลดความผันผวน มิใช่ใช้เงินก้อนใหญ่เข้าไปเพื่อจะพยุงให้อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ระดับใดระดับหนึ่ง ตามเสียงเรียกร้องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งภายในประเทศ

บทเรียนจากวิกฤติทางการเงินเมื่อปี 2540 ยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำของคนไทยส่วนใหญ่มิใช่หรือ?
มองอีกด้านหนึ่ง การที่เงินบาทแข็งขึ้นในช่วงนี้ ควรเป็นช่องทางที่จะแปร “ปัญหา” ให้เป็น “โอกาส”

นั่นคือ การเปลี่ยนวิธีคิดและปรับกลยุทธ์ของประเทศ ที่ยังพึ่งพาการส่งออกเพื่อพัฒนาประเทศเป็นหลัก หันมา “ปรับโครงสร้าง” เศรษฐกิจ ด้วยการสร้างความแข็งแกร่งภายในของประเทศ และขยับขยายตลาดภายในให้มีสัดส่วนการบริโภคให้สูงขึ้น

วิธีตอบโจทย์ว่าเศรษฐกิจไทยโตได้ด้วยอะไรนั้น ต้องไม่มองแบบเดิมๆ ว่า จะต้องอาศัยรายได้จากการส่งออกเป็นหลัก และต้องยึดหลักที่ว่าเงินบาทต้องอ่อนเท่านั้น จึงจะรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลกได้

หากเรายังอยู่ด้วยหลักอย่างนี้ ทุกครั้งที่อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน เศรษฐกิจไทยก็จะแปรปรวนไปด้วยทุกครั้ง นั่นย่อมไม่ใช่วิธีการสร้างประเทศที่ยั่งยืน และที่พึ่งตนเองได้อย่างมั่นคงถาวร แต่ประการใด

ประเทศไทย ต้องก้าวสู่การพัฒนาอีกระดับหนึ่ง ด้วยการขับเคลื่อนไปให้เป็นประเทศที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างรายได้ และในจังหวะที่เงินบาทแข็ง เอื้อต่อการนำเข้าซึ่งเครื่องจักรเครื่องยนต์และสินค้าเทคโนโลยี (และจ่ายคืนหนี้ที่ยืมจากข้างนอกเสีย) ซึ่งเท่ากับเป็นการ “ยกเครื่อง” ประเทศใหม่ ด้วยการแสวงหาผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ ที่จะผลักดันให้เราสามารถยกระดับของการผลิตของประเทศไปอีกชั้นหนึ่ง ได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพกว่าเดิม

การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ของประเทศ ก็สอดคล้องกับแนวทางการยกระดับประเทศ และการที่เงินบาทแข็งขึ้น ก็เป็นประโยชน์ต่อการก่อร่างสร้างชาติครั้งใหม่ เช่นกัน โดยที่ทั้งรัฐและเอกชน จะต้องระดมสรรพกำลังเพื่อฉวยจังหวะอัตราแลกเปลี่ยนไปในทิศทางเช่นนี้ เพื่อตั้งหลักสร้างความแข็งแกร่งของประเทศครั้งใหม่ ได้อย่างจริงจัง

การแปร “ปัญหา” เป็น “โอกาส” ต้องการวิสัยทัศน์และการสื่อสารของรัฐบาลที่สำคัญยิ่ง ถึงวันนี้...มองไปที่ปลายถ้ำ ยังไม่เห็นวี่แววของแสงเรืองรอง แต่อย่างใด