น่าสงสัยว่าในโลกแห่งธุรกิจและการเมือง เพศหญิงหรือชายที่มีบทบาทมากกว่ากัน ในขณะที่เราเริ่มเห็นนักธุรกิจ นักการเมือง และผู้นำหญิงเพิ่มมากขึ้น
และมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งประเทศไทยปัจจุบันเราก็มีนายกรัฐมนตรีหญิง แต่ความเท่าเทียมกันทางเพศในโลกแห่งธุรกิจและการเมืองนั้นมีอยู่จริงหรือ
เมื่อมาดูสถิติกันจะเห็นว่า ผู้หญิงมีบทบาทน้อยในโลกแห่งการเมืองและธุรกิจเมื่อเทียบกับผู้ชาย ในยุโรปมีผู้หญิงเป็นนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรเพียงร้อยละ 32 และผู้ชายครองตำแหน่งบริหารในระดับ non-executive boards ของบริษัทยุโรปที่ขึ้นทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ถึงร้อยละ 85 และสำหรับตำแหน่ง executive boards เป็นเพศชายถึงร้อยละ 91.1 ก็คือผู้หญิงมีบทบาทน้อยมาก ในขณะที่เด็กทารกไม่ว่าชายหรือหญิงเกิดมาด้วยสิทธิที่เท่าเทียมกัน (หรือควรจะมีสิทธิเท่าเทียมกัน) แต่ความคาดหวังของระบบการศึกษาและอาชีพการงานสำหรับเยาวชนหญิงและชายเริ่มแตกต่างกัน สถิติแสดงว่าผู้ชายมีรายได้มากกว่าผู้หญิงประมาณร้อยละ 16.4 (สถิติของคณะกรรมาธิการยุโรป)
สำหรับฝ่ายการเมือง ในรัฐสภาของประเทศสมาชิกอียู มีนักการเมืองหญิงอยู่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวน สส. ทั้งหมด ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศสมาชิก ในสภายุโรป มีนักการเมืองหญิงคิดเป็นจำนวนสามในสิบของจำนวน สส. ยุโรปที่ประจำอยู่ที่กรุงบรัสเซลส์ (สมัยปี 2552 - 2554)
เมื่อไม่นานมานี้ ในยุโรปเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศและสิทธิสตรีได้กลายเป็นอีกประเด็นสำคัญสำหรับวงการธุรกิจและการเมือง และถูกยกขึ้นหารือและถกกันอย่างกว้างขวางในระดับการเมืองอียู โดยเมื่อปลายปี 2555 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ยกร่างเป็นกฎระเบียบอียูฉบับใหม่เพื่อกำหนดโควตาสำหรับตำแหน่งบริหารในระดับ non-executive boards ของบริษัทยุโรปไว้ให้ผู้หญิงอย่างน้อยร้อยละ 40
กฎระเบียบของอียูเรื่องโควตาตำแหน่งบริหารสำหรับผู้หญิงนี้ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งหากได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาและคณะมนตรีสหภาพยุโรปแล้ว จะเป็นการตั้งเป้าหมายของอียูว่าภายในปี 2563 อียูจะมีโควตาร้อยละ 40 ให้ผู้หญิงได้ครองตำแหน่งบริหารระดับ non-executive boards ของบริษัทยุโรปที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กว่า 5,000 แห่งในยุโรป ซึ่งอาจหมายถึงว่ากรณีที่มีผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งมีคุณสมบัติเท่าเทียมกัน ตำแหน่งบริหารนั้นควรต้องยกให้ฝ่ายหญิงไป
นอกจากนั้น บริษัทยุโรปที่เข้าข่าย ซึ่งคือบริษัทใหญ่ที่มีพนักงานมากกว่า 250 คนและมีผลกำไรมากกว่า 50 ล้านยูโรต่อปี จะต้องกำหนดเป้าหมายของตนเองในการสร้างความเท่าเทียมกันทางเพศสำหรับตำแหน่งบริหารประเภท Executive Directors ให้มากขึ้นภายในปี 2563 ที่สำคัญ ร่างกฎระเบียบดังกล่าวมีการกำหนดการคว่ำบาตรสำหรับบริษัทที่ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ดังกล่าวด้วย
นักการเมืองหญิงที่อยู่เบื้องหลังการผลักดันร่างกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมสิทธิสตรีและความเท่าเทียมกันทางเพศในการทำธุรกิจดังกล่าวคือกรรมาธิการยุโรปด้านการยุติธรรม ชาวลักเซมเบิร์ก นาง Viviane Reding ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นหญิงเหล็กแห่งอียูคนหนึ่ง กรรมาธิการ Reding ผลักดันการยกร่างกฎระเบียบนี้มาระยะหนึ่งจนประสบความสำเร็จ ทำให้คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอร่างกฎระเบียบดังกล่าวต่อสภายุโรปและคณะกรรมาธิการยุโรปเพื่อพิจารณาต่อไป
ภาพสถิติข้างล่างยิ่งทำให้กรรมาธิการ Reding เร่งผลักดันเรื่องสิทธิสตรีและความเท่าเทียมกันทางเพศในดำเนินธุรกิจ เพราะแสดงให้เห็นว่าเพศหญิงมียังมีบทบาทน้อยมากในงานระดับ top job ของธุรกิจยุโรป โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มสิทธิสตรีในยุโรปด้วย
อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าร่างกฎระเบียบดังกล่าวอาจไม่ได้ผ่านการพิจารณาได้ง่ายๆ เนื่องจากมีประเทศสมาชิกหลายประเทศที่ยังมีท่าทีคัดค้าน อาทิ เยอรมนี และสหราชอาณาจักร
สำหรับเยอรมนี นายกรัฐมนตรีหญิง Angela Merkel และรัฐมนตรีหญิงที่รับผิดชอบเรื่องกิจการครอบครัว Kristina Schr?der ก็คัดค้าน เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการออกกฎระเบียบที่มีลักษณะบังคับใช้มากจนเกินไปของอียู และเห็นว่าประเด็นดังกล่าวน่าจะประนีประนอมได้ด้วยมาตรการสมัครใจ ที่สำคัญ เยอรมนีกำลังล็อบบี้ประเทศสมาชิกอื่นๆ ให้ออกเสียงคัดค้านกฎระเบียบดังกล่าวด้วย นอกจากนั้น ในอียูเองก็ยังมีนักการเมืองหญิงของยุโรปหลายคนก็ยังมีท่าทีคัดค้าน รวมทั้ง เลดี้ Catherine Ashton ตำแหน่งเทียบเท่ากับรัฐมนตรีต่างประเทศของอียู ที่สำคัญ ภาคธุรกิจยุโรปเองก็ไม่ค่อยจะยินดีนักกับร่างกฎระเบียบดังกล่าว เพราะไม่เห็นด้วยกับวิธีการกำหนดโควตา
กรรมาธิการ Reding ต้องรับศึกหนักเพื่อผลักดันร่างกฎระเบียบเพื่อสิทธิสตรีฉบับนี้ให้ผ่านการเห็นชอบจากประเทศสมาชิก แต่หญิงแกร่งแห่งอียูคนนี้คงไม่ละความพยายามไปง่ายๆ คงต้องคิดตามกันต่อไปว่ากฎระเบียบนี้จะผ่านหรือไม่ และบทบาทของผู้หญิงในอนาคตเศรษฐกิจและการเมืองยุโรปจะก้าวไปอย่างไร
สำหรับประเทศไทย การเดินหน้าการส่งเสริมสิทธิสตรีและความเท่าเทียมกันทางเพศของอียูน่าจะเป็นตัวอย่างดีๆ จากสังคมยุโรป ที่ฝ่ายการเมืองและฝ่ายบริหารของไทยเอาเป็นตัวอย่างไปผลักดันนโยบายและกรอบกฎหมายไทยเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศอย่างจริงจังและครบวงจร ตั้งแต่การปรับระบบการศึกษา การวางแผนอาชีพ การวางแผนครอบครัว ความเท่าเทียมกันในเรื่องค่าจ้างและค่าตอบแทน สิทธิการลาคลอดบุตร รวมไปถึงการเปิดโอกาส และผลักบทบาทและศักยภาพของผู้หญิงในเวทีแห่งธุรกิจและการเมืองของไทยให้ก้าวไกลในเวทีสากล ในอนาคต โลกแห่งธุรกิจและการเมืองที่หลายคนจะนึกเป็นภาพนักธุรกิจ (ชาย) ใส่สูท ผูกไท ดูภูมิฐาน คงต้องสร้างความสมดุลด้วยศักยภาพ ความแข็งแกร่ง พร้อมความอ่อนหวานจากเพศหญิงเข้าไปด้วย
เกี่ยวกับผู้เขียน :
ดร. อาจารี ถาวรมาศ เป็นผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายเกี่ยวกับสหภาพยุโรปสำหรับภาครัฐและเอกชนไทยที่สนใจเปิดตลาดยุโรป www.access-europe.eu หรือติดตามได้ที่ www.facebook.com/AccessEuropeCoLtd






