วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อเมียนมาร์เตรียมปรับทัพในระดับอุดมศึกษา

เมื่อวันที่ 20 และ 21 มีนาคมที่ผ่านมา ทางมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมกับ Australian National University

Australian Research Council AusAID และหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จัดการประชุมวิชาการนานาชาติเรื่อง “การอุดมศึกษาในอาเซียน : ก้าวที่ต้องเดิน” โดยมีนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการด้านการศึกษา และตัวแทนจากหน่วยงานรัฐบาลจำนวน 12 ประเทศเข้าร่วม

โดยส่วนตัวแล้ว ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การปรับทัพด้านอุดมศึกษาของเมียนมาร์ ที่นำเสนอโดยตัวแทนจากกระทรวงอุดมศึกษาของเมียนมาร์ แม้ว่าตอนนี้จะยังเป็นแค่แผนอยู่ แต่ถ้าทำได้ตามแผนนี้แค่สักสองในสาม รับรองได้ว่า ไม่เกิน 10 ปี เมียนมาร์จะแข็งแกร่งขึ้นอีกหลายขุมเลยทีเดียว

แต้มต่อที่เมียนมาร์มี ที่ทำให้ผมรู้สึกว่า เมียนมาร์มีโอกาสที่จะทำได้ตามแผนนี้ได้ไม่น้อยกว่าสองในสามส่วนก็เพราะ เมียนมาร์ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินและองค์ความรู้จากหน่วยงานในประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ เช่น AusAID UNESCO UNICEF UNDP JICA World Bank และ ADB เป็นต้น เมื่อนำปัจจัยนี้มาพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริงที่ว่า เมื่อประมาณ 50 ปีก่อน มหาวิทยาลัยย่างกุ้ง เคยเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน ก็หมายความว่า เมียนมาร์ไม่ได้เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แต่เป็นการปัดฝุ่นสิ่งที่มีอยู่เพื่อต่อยอด และถ้าหากเราเชื่อว่า การศึกษาคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว นั่นก็หมายความว่า เศรษฐกิจของเมียนมาร์เองก็ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการนับหนึ่งเช่นกัน

พิมพ์เขียวของแผนพัฒนาอุดมศึกษาของเมียนมาร์ สร้างขึ้นมาเพื่อสนับสนุนกลยุทธ์การพัฒนาประเทศเมียนมาร์ที่จะกลายเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจที่หลากหลาย (Multi-Business Hub) ซึ่งในแผนนี้ เมียนมาร์เองมองว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดมิใช่ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือ เพราะว่าวันหนึ่งสิ่งเหล่านี้จะหมดไป ปัจจัยที่จะชี้เป็นชี้ตายชะตาของเมียนมาร์ในระยะยาว คือ มันสมองของคนในชาติ ซึ่งไม่ว่าจะใช้มากแค่ไหนก็ไม่มีวันหมดไป ทรัพยากรธรรมชาติจึงถูกมองเป็นแหล่งรายได้เพื่อนำมาช่วยให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้เกิดขึ้นได้จริง

เมียนมาร์รู้ดีว่า ในช่วงก่อร่างสร้างตัวเช่นนี้ กำลังคนที่สำคัญ คือ ผู้ที่รู้จริงทำงานได้ การเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา จึงเน้นไปที่การสร้างกำลังคนที่มีความสามารถในเชิงปฏิบัติ เพื่อมาสนับสนุนการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจ

โดยภาพรวมแล้ว แผนการพัฒนาระบบอุดมศึกษาของเมียนมาร์ประกอบไปด้วย 3 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรก เป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพราะในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา สถาบันการศึกษาในเมียนมาร์ไม่ได้รับการดูแลรักษาและพัฒนาเท่าที่ควร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างอาคารสถานที่ แต่รวมไปถึงการเข้าถึงแหล่งข้อมูลด้านวิชาการต่างๆ ด้วย

ข้อสังเกตที่เห็นได้ชัดก็คือ แผนในส่วนแรกไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นตามบุญตามกรรม แต่เป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ เพื่อตอบสนองแผนในส่วนที่สอง นั่นก็คือ การสร้างความเป็นนานาชาติของระบบอุดมศึกษา ด้วยการหาพันธมิตรทางด้านวิชาการจากประเทศต่างๆ ทั้งในด้านการเรียนการสอน การวิจัย การฝึกอบรมบุคลากร และการให้ทุนการศึกษาเพื่อสร้างนักวิชาการรุ่นใหม่ที่มีความเป็นนานาชาติ

แผนส่วนที่สาม เป็นการสร้างวัฒนธรรมที่เกื้อหนุนต่อการสร้างบรรยากาศทางวิชาการให้เกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายว่า เมียนมาร์จะต้องมีความเข้มแข็งทางวิชาการไม่แพ้ประเทศอื่นในอาเซียน แต่ถ้ามองกันจริงๆ แล้ว เมียนมาร์มีโอกาสทำได้ดีกว่านี้อีก เพราะสายสัมพันธ์กับหน่วยงานในประเทศต่างๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือ ย่อมหมายถึงสายสัมพันธ์กับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศเหล่านั้นด้วย การเลือกที่จะนำเข้าทั้งองค์ความรู้และวัฒนธรรมทางวิชาการที่เอื้อให้เกิดองค์ความรู้เหล่านี้เป็นแง่มุมที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

แล้วไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากการปรับทัพของเมียนมาร์ในครั้งนี้?

ในด้านการศึกษา การปรับตัวของเมียนมาร์เพื่อให้มีความเป็นสากลมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยใน 2 ด้านด้วยกัน

ด้านแรก คือ ความร่วมมือทางวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนนักวิชาการ การจัดประชุมทางวิชาการ และการทำวิจัย ซึ่งล้วนแล้วแต่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับวงการวิชาการไทยมากขึ้น ด้วยความที่เป็นเพื่อนบ้านกัน องค์ความรู้บางอย่างในประเทศไทย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทของเมียนมาร์ได้ดีกว่าองค์ความรู้ที่ต้องนำเข้าจากประเทศที่อยู่อีกฟากหนึ่งของโลก

นอกจากนี้แล้ว มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งที่ไม่สามารถจะสร้างสายสัมพันธ์กับหน่วยงานในต่างประเทศได้โดยตรง สามารถใช้มหาวิทยาลัยในเมียนมาร์เป็นสะพานในการเข้าถึงหน่วยงานเหล่านี้ได้

ด้านที่สอง คือ โอกาสในการเป็นพันธมิตรในการพัฒนาบุคลากรของเมียนมาร์ มหาวิทยาลัยในประเทศไทยหลายแห่งมีหลักสูตรนานาชาติ ซึ่งมีคุณภาพและมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการไปเรียนที่มาเลเซีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย อังกฤษ ยุโรป และอเมริกา หากมีแนวทางการทำตลาดที่ดี ก็จะสามารถดึงดูดลูกหลานชาวเมียนมาร์เข้ามาเรียนในประเทศไทยได้มากขึ้น ซึ่งนอกจากประโยชน์ทางด้านรายได้แล้ว เมื่อชาวเมียนมาร์เหล่านี้จบการศึกษากลับไป หลายคนย่อมมีโอกาสเติบโตในสายงาน จะกลายเป็นสายสัมพันธ์ที่สำคัญต่อมหาวิทยาลัยและประเทศไทยต่อไป

การอุดมศึกษาที่มีคุณภาพย่อมผลิตกำลังคนที่ตรงกับความต้องการของตลาด คำถามที่เราต้องถามตัวเองในตอนนี้ คือ

“ประเทศเมียนมาร์เขาเริ่มปรับทัพในระดับอุดมศึกษากันแล้ว เมื่อไหร่ประเทศไทยถึงจะเอาจริงกับเขาเสียที”