ทัศนะเกี่ยวกับสถาบันฯ ที่สอดคล้องกับการพัฒนาประชาธิปไตย

ทัศนะเกี่ยวกับสถาบันฯ ที่สอดคล้องกับการพัฒนาประชาธิปไตย

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกรณีร้อนแรงที่ก่อให้เกิดการถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการที่สถานีโทรทัศน์โทยพีบีเอส (ThaiPBS)

ได้นำเสนอรายการ “ตอบโจทย์ประเทศไทย” เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญติดต่อกัน 5 ตอน และเกิดการแสดงออกในลักษณะของการประท้วงคัดค้านจากหลายฝ่าย นำไปสู่การตัดสินใจ “ชะลอ” การออกอากาศตอนสุดท้ายของรายการดังกล่าวในคืนวันที่ 15 มีนาคม 2556 ซึ่งเป็นการตัดสินใจโดยฝ่ายบริหารของสถานี เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งที่เห็นด้วยกับการงดออกอากาศดังกล่าวและที่ไม่เห็นด้วย ผู้เขียนในฐานะที่ได้ติดตามประเด็นข้อถกเถียงในเรื่องดังกล่าวมาบ้างจึงใคร่ขอร่วมแสดงความคิดเห็นเท่าที่จะพอทำได้ โดยขอละไม่กล่าวถึงประเด็นเรื่องความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งที่ให้ชะลอการออกอากาศของทางสถานี เนื่องจากได้มีการร้องเรียนไปยังคณะกรรมการนโยบายของไทยพีบีเอส และผลการพิจารณาได้มีมติให้นำรายการดังกล่าวออกอากาศไปแล้วเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา ดังนั้น ในบทความนี้ ผู้เขียนจึงขอมองประเด็นวิวาทะดังกล่าวในอีกมุมมองหนึ่ง ในแง่ที่ผู้เขียนสังเกตเห็นอะไรบ้างจากวิวาทะระหว่างสองฝ่าย และเหตุผลของแต่ละฝ่ายนั้นแสดงให้เห็นทัศนคติอย่างไรและเป็นทัศนคติที่สอดคล้องกับการพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ดังนี้

โดยทั่วไป ประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอาจจัดรูปแบบตามลักษณะของประมุขของรัฐได้เป็นสองลักษณะ กล่าวคือ รัฐที่มีพระมหากษัตริย์ (รวมทั้งที่เรียกชื่อสถาบันดังกล่าวเป็นอย่างอื่น) หรือราชอาณาจักร กับรัฐที่มีประธานาธิบดี ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาที่เข้าดำรงตำแหน่งตามวาระตามหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เป็นประมุข หรือที่เรียกว่าเป็นสาธารณรัฐ อย่างไรก็ดี ระหว่างสถาบันประมุขของรัฐในสองรูปแบบนี้ รูปแบบที่เป็นพระมหากษัตริย์ถือได้ว่าเป็นรูปแบบที่เก่าแก่และมีความเป็นมาอย่างยาวนานคู่กับประวัติศาสตร์ของรัฐนั้น ๆ จึงมักเป็นสถาบันที่นอกจากจะเป็นสถาบันทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีสถานะเป็นสถาบันในทางวัฒนธรรมในแง่การเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนในรัฐหรือเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชาติด้วย

ด้วยความสำคัญดังกล่าว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับจึงรับรองสถานะขององค์พระมหากษัตริย์ในฐานะสถาบันทางการเมืองที่สำคัญของรัฐ เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฯ ฉบับ พ.ศ. 2550 ซึ่งได้บัญญัติไว้ในมาตรา 8 ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้” ซึ่งข้อความดังกล่าวข้างต้นนั้น ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย ปรมาจารย์ด้านกฎหมายของไทยได้ให้คำอธิบายไว้ในตำราคำอธิบายรัฐธรรมนูญของท่าน โดยอธิบายไว้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวเป็นผลมาจากหลักการ “พระมหากษัตริย์ทำผิดไม่ได้” (the King can do no wrong) ซึ่งคำว่า “ผู้ใดจะล่วงละเมิดไม่ได้” นี้


สำหรับในประเทศไทย เรามีความรู้สึกเสมอว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนชาวไทยอย่างล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจต่างๆ มาอย่างยาวนานจนเป็นที่ประจักษ์ ทั้งในหมู่ประชาชนชาวไทยและในสายตาของนานาอารยประเทศ แต่ไม่ว่าเราจะจงรักภักดีในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากเพียงใดก็ตาม เราก็พึงตระหนักว่าเราต้องแยกให้ออกระหว่างความเป็นตัวบุคคลขององค์พระมหากษัตริย์ กับพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็น “สถาบันทางการเมือง” ซึ่งไม่ใช่องค์พระมหากษัตริย์เพียงพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง แต่เป็นสถาบันในทางรัฐธรรมนูญซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นและดำรงอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และสถาบันดังกล่าวจำต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในลักษณะของการ “วิวัฒน์” ให้เป็นไปอย่างสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

อย่างไรก็ตาม เรามักจะสับสนบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในสองส่วนนี้อยู่เสมอ และด้วยอารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้ที่ทำให้คนไทยจำนวนมากที่ “รักในหลวง” ต่างมีทัศนคติที่ไม่ดีนักต่อกรณีที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส โดยรายการตอบโจทย์ประเทศไทยได้นำเสนอประเด็นที่ “ดูเหมือน” จะเป็นการล่วงละเมิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ ด้วยการนำประเด็นเรื่องบทบาทของสถาบันฯ มาพูดถึงในที่สาธารณะ ในลักษณะที่ไม่เป็นไปตาม “ขนบ” ที่คุ้นเคยกัน คือการนำเสนอในเชิงของการเฉลิมพระเกียรติ หากแต่เป็นการ “วิจารณ์” จึงทำให้คนที่ “รักในหลวง” จำนวนมากรู้สึกทนไม่ได้ จนกระทั่งต้องมีการแสดงออกจนนำไปสู่การชะลอการออกอากาศรายการในตอนสุดท้าย โดยเฉพาะข้อความที่มักจะมีการจะยกมาแสดงความคิดเห็นเสมอในหมู่ผู้ไม่เห็นด้วยกับการนำเสนอรายการดังกล่าว คือ ความกตัญญูต่อองค์พระมหากษัตริย์ (ทั้งพระมหากษัตริย์ในรัชกาลนี้และรัชกาลก่อนๆ) หรือแม้กระทั่งการอ้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 8 ข้างต้น ขึ้นมาเพื่อเป็นเหตุผลว่าเหตุใดจึงไม่ควรวิจารณ์เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

ความสับสนต่อสถานะขององค์ประมุขของรัฐข้างต้น ยังส่งผลทัศนะคติที่กำลังแพร่หลายอยู่ในหมู่คนไทยโดยทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อเกิดอาการไม่พอใจต่อสภาวการณ์ทางการเมือง ก็มักจะมีการหยิบยกเอาองค์พระมหากษัตริย์ขึ้นมาเปรียบเทียบกับนักการเมืองเสมอ เช่น มีการแชร์ข้อความเปรียบเทียบวิธีการที่แตกต่างระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับนักการเมือง (ถ้าท่านใดเคยเห็นข้อความ “นักการเมืองยื่นปลา พระราชายื่นเบ็ด ฯลฯ” ก็คงพอนึกออก) ซึ่งน่าคิดว่าข้อความลักษณะดังกล่าวเป็นการเปรียบที่ “ถูกฝาถูกตัว” หรือไม่? หรือถ้าจะพิจารณาให้ลึกลงไปกว่านั้น นี่คือวิธีคิดที่นำเอาองค์พระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่? และตราบใดที่เรายังคงยอมรับวิธีคิดเช่นนี้ สถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะถูกดึงมาพัวพันกับความขัดแย้งทางการเมืองอยู่ร่ำไป หรือเมื่อไม่กี่วันมานี้ มีการแชร์ความคิดเห็นของบุคคลในวงการบันเทิงผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ที่กล่าวถึงปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันในลักษณะที่เป็น “ผลกรรม” จากการ “เนรคุณ” พระมหากษัตริย์ ซึ่งอาจจะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475

อย่างไรก็ดี วิธีคิดเช่นนี้สะท้อนถึงทัศนคติที่ “เสื่อมศรัทธา” ต่อระบอบประชาธิปไตย และโหยหาอะไรบางอย่างที่จะมาทดแทน โดยเพ่งไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์ โดยที่น่าคิดว่า หากเรานำสถาบันฯ มามีส่วนในการรับผิดชอบทางการเมืองแล้ว จะเกิดผลอย่างไรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และสถาบันพระมหากษัตริย์จะยังดำรงฐานะเป็นที่เคารพสักการะได้อย่างแท้จริงได้หรือไม่ในอนาคต นี่เป็นคำถามที่คนไทยทุกคน โดยเฉพาะคนที่ “รักในหลวง” จะต้องช่วยกันหาคำตอบ เพื่อที่จะนำไปสู่การดำรงอยู่อย่างมั่นคงของสถาบันอันเป็นที่รักของชาวไทยในอนาคตต่อไป