ความพยายามของ ไทยพีบีเอส (ทีวีไทย) ในการเยียวยาผู้ชมด้วยการนำเสนอรายการ ตอบโจทย์ ในส่วนที่มีการชะลอการออกอากาศ
โดยอ้างมติของคณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนฯ ในการ “เยียวยา” ผู้ชม นั้น หากได้มีการสำรวจความคิดเห็นเช่นเดียวกับการทำโพลล์ในพื้นที่ “สื่อสังคม” และเว็บไซต์บางแห่ง เช่น “Manager dot co dot th” จะพบว่า ประชาชนจำนวนมากถึงมากที่สุดไม่เห็นพ้องกับแนวคิดของไทยพีบีเอสในการนำเสนอเรื่องราวที่สังคมตั้งคำถามถึงเจตนาของผู้ผลิตรายการและความเหมาะสมแก่กาลเทศะในยามที่ “บ้านเมืองมีสถานการณ์ความเร่งด่วนในเรื่องอื่นอีกมากมาย” แต่กลับไม่ได้รับความสนใจนำพาหรือ “ตอบโจทย์สำคัญเหล่านั้น”
ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงเวลาแห่งความสับสนก่อนหน้าการพิจารณานำเสนอเทปรายการดังกล่าวอีกครั้ง ปรากฏมีการสัมมนาเกี่ยวกับกรณีอ่อนไหวของกลุ่มนักวิชาการ “นิติราษฎร์” และบุคคลผู้ให้การสนับสนุน ณ ห้องประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในเวลาต่อเนื่องกัน ซึ่งการจัดสัมมนาอาจบังเอิญประจวบเหมาะหรือเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ก็มีผู้วิจารณ์ในลักษณะตั้งข้อสงสัยถึงความ “สอดคล้องตรงกันเหมือนเป็นกำหนดการที่ตระเตรียมไว้ล่วงหน้าหรือไม่”
ต้องเรียนท่านผู้อ่านด้วยความจริงใจว่า ส่วนตัวมิได้ชมรายการ “ตอบโจทย์” ของไทยพีบีเอส มานานนับปี ไม่ได้เกี่ยวกับอคติหรือไม่ชอบใครเป็นการส่วนตัว แต่ด้วยเหตุผลของ “รูปแบบ และ เนื้อหาในรายการ” ซึ่งดูเหมือน ไทยพีบีเอส พยายามทำรายการ “ตอบโจทย์” ให้เป็น Marquee หรือ รายการโดดเด่นประจำสถานี มีทั้งการพัฒนาแสงสีฉากหลัง การอินเสิร์ท (สอดแทรกข้อมูลภาพประกอบรายการ) เพื่อให้ดูทันสมัยเทียบเท่าสำนักข่าวชั้นนำของต่างประเทศ มีการแก้ไขบุคลิกของพิธีกร กระทั่งเนื้อหาของการพูดคุย พยายามจับหัวเรื่องมาพูดคุยเฉพาะเรื่องไม่เปลี่ยนรายวันเหมือนคู่แข่งในฟรีทีวีชั้นนำ และยัง “พยายาม” “คัดสรรวิทยากร หรือ ผู้ร่วมรายการ” ในลักษณะไม่ต่างกับ Larry King Live ในอดีต หรือ Charlie Rose ในช่อง Bloomberg ที่จะเน้น VIP หรือบุคคลสำคัญ เป็นผู้มีความรู้ ผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะเรื่อง (ส่วนจะ VIP รู้จริงหรือทรงคุณวุฒิจริงไหมเป็นอีกเรื่อง) ซึ่งไหนๆ จะวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาก็ขอว่าเป็นเรื่องๆ ให้เห็นภาพสำหรับ “ทีวีสาธารณะ” หวังว่าคงใจกว้างพอจะรับฟังความคิดเห็นประชาชนได้อย่างเสรีจริงๆ
เฉพาะอย่างยิ่งประเด็นของการเชิญ “แขก” หรือ วิทยากรผู้ร่วมรายการ ท่านผู้อ่านหลายท่านน่าจะได้มีโอกาสอ่าน “วิวาทะกรรม” ระหว่างคุณเป๊ปซี่ (เสริมสุข กษิติประดิษฐ์ หัวหน้า บก.ข่าว ของ ทีวีไทย) ในการโต้ตอบ กับ อดีตผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์ (ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา) ในการโต้เถียงกันถึงการเชื้อเชิญผู้มาสนทนาในรายการที่เป็นปัญหา ซึ่งถือเป็นตัวอย่างเดียวที่รับรู้กันได้เพราะเป็นรายการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง แต่ด้วยสายตาผู้เขียนและเป็นสาเหตุหนึ่งที่ไม่รับชมรายการตอบโจทย์มาเนิ่นนาน ก็เป็นด้วยบุคคลซึ่งถูกเชื้อเชิญมาในรายการ “ทำได้ดีในบางครั้งแต่ส่วนใหญ่” เป็น “คนที่ผมพยายามหาคำตอบให้กับตัวเองอยู่หลายครั้งว่า คนที่เชิญมานั้นเป็นใคร ทำไมต้องเชิญบุคคลเหล่านี้ เขามีความสำคัญอย่างไร” เช่นเดียวกับข้อคิดเห็นของ “คุณเป๊ปซี่” ทำให้เชื่อว่าน่าจะมีปัญหาของกระบวนการคัดสรรผู้ร่วมรายการอยู่พอสมควร
ดังนั้น เมื่อมาถึงกรณีของความอ่อนไหวทางการเมืองและสังคมอย่างยิ่งในเรื่องที่ทางทีมงาน “ตอบโจทย์” ได้นำมาออกอากาศ และ ทีวีไทย ยังอ้างถึง “การเยียวยา” ด้วยการนำเสนอในส่วนซึ่งได้ชะลอการเผยแพร่ออกไป แต่เมื่อได้ชมคลิปวีดีโอ เพราะมีผู้นำมาเผยแพร่มากมาย กลับทำให้ผมและผู้คนอื่นๆ ซึ่งมองดูการกระทำต่างๆ ด้วยความห่วงใย เกิดความรู้สึกในทางตรงข้าม เพราะกล้ายืนยันว่า “คนจำนวนมากโดยเฉพาะทางสังคมออนไลน์” ซึ่งสามารถรับรู้ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส เขาเห็นต่างกับ “ทีวีไทย” เขาไม่ได้มองวิธีการดังกล่าวว่า เป็นการ “เยียวยา” แต่กลับเห็นว่า เป็นการกระหน่ำซ้ำเติม “ย่ำยี” มากยิ่งขึ้น เพราะรายการ “ตอบโจทย์” น่าจะเข้าใจได้ถึงช่วงชั้นความเหมาะสมในวัยหรืออายุผู้ชม แม้จะทึกทักว่าผู้ชมส่วนใหญ่น่าจะเป็นวัยกลางคน ผู้สูงอายุหรือผู้ติดตามการเมือง แต่เนื้อหาและการนำเสนอในรายการนั้นถูกเผยแพร่ออกไปทั่วประเทศและน่าจะทั่วโลกแล้วในเวลานี้ด้วยการอาศัยช่องทางสื่อสังคม (social media) ต่างๆ มีผลให้ผู้คนซึ่งไม่ได้รับรู้หรือมีการศึกษาเข้าใจต่อกรณีอ่อนไหวดังกล่าว จะยิ่งเกิดความสับสนและเข้าใจผิดได้ยิ่งขึ้น เพราะขนาดนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิยังเห็นแตกต่างกันนับประสาอะไรกับเด็กเยาวชนผู้บริโภคข่าวสารอื่นๆ
ตรงนี้คือประเด็นปัญหาที่ “ทีวีไทย” จะต้อง “ตอบโจทย์ให้กับสังคม” ว่า ในเมื่อเรื่องน่าจะผ่อนกระแสไปได้แล้ว การนำเนื้อหาในส่วนที่เหลือมาออกอากาศอย่างฉับพลันทันใด นอกจากไม่น่าจะเป็นการ “แก้ปัญหาแล้ว” ยังทำให้สังคมเฉพาะอย่างยิ่งสังคมออนไลน์เกิดความรู้สึกเป็นการ “ซ้ำเติม” และ “เหมือนถูกย่ำยี” จากการนำเอาประเด็นอ่อนไหวและเป็นเรื่องละเอียดอ่อนของสังคมมานำเสนอในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม กระทั่งอาจมีคนไม่หวังดีมองได้ว่า ทีวีไทย อาจเลือกยุทธศาสตร์ “ตีเหล็กเมื่อร้อน” (เพื่อดึงผู้ชมให้รายการได้รับความนิยมสูงยิ่งขึ้น) เหมือนการทำ “การตลาด” ของฟรีทีวีที่มีการแข่งขันสูง แต่กลับไม่มอง ไม่ถาม “คนดู” ทั้งที่ “ทีวีไทย” ก็มี “ตัวแทนในฐานะสภาผู้ชมเข้าไปร่วมกลั่นกรอง” แต่ไม่พยายามแสวงหาคำตอบว่า สิ่งที่ท่านนำเสนอนั้น เขาต้องการชม หรือ ท่านกำลัง “ยัดเยียด” ให้เขารับข่าวสารนั้นๆ กันแน่









