วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรณี ‘ตอบโจทย์’ : ถอดบทเรียนจากห้องข่าว (1)

กรณีรายการ “ตอบโจทย์” ของ ไทยพีบีเอส ที่เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางขณะนี้ มองได้จากหลายแง่มุม

แล้วแต่ว่าคุณยืนอยู่ฝั่งไหนของหัวข้อที่กำลังเป็นที่ถกเถียงของสังคมไทย

แต่ผมเชื่อว่าในท้ายที่สุดแล้ว การที่จะปกปักรักษาสถานีทีวีสาธารณะ (public broadcasting service) ที่เป็นอิสระ รับใช้ผลประโยชน์ส่วนรวม และยกระดับมาตรฐานแห่งวิชาชีพสื่อสารมวลชนได้นั้น จะต้องมองจากแง่มุมของ “ความเป็นมืออาชีพ” ของคนทำสื่อในองค์กรนี้เป็นหลัก

ประชาชนคาดหวังจาก ไทยพีบีเอส ให้ได้มาตรฐานสากลระดับเดียวกับ BBC ของอังกฤษ หรือ NHK ของญี่ปุ่น เพราะหวังเช่นนั้นจาก “ทีวีเพื่อการพาณิชย์” ที่ทำมาหากินกับ ratings แต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้

พอเกิดกรณีล่าสุดเกี่ยวกับ “ตอบโจทย์” คำถามแรกของผมก็คือว่ามีการแทรกแซง คุกคามและข่มขู่ จากผู้มีอำนาจทางการเมืองให้ระงับการออกอากาศตอนต่อไปหรือไม่?

เพราะถ้ามีการลิดรอนเสรีภาพด้วยคำสั่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม คนทำสื่อของ ไทยพีบีเอส ย่อมจะต้องยืนหยัดและต่อสู้ จนถึงที่สุด อย่างที่คนทำสื่อในประเทศไทยจำนวนไม่น้อย ได้ทำเป็นตัวอย่างด้วยความกล้าหาญและรับผิดชอบต่อ “สิทธิแห่งการรับรู้ข่าวสาร” ของประชาชนมาช้านานแล้ว

ฟังจาก คุณสมชัย สุวรรณบรรณ ผู้อำนวยการสถานีเอง และ คุณภิญโญ ไตรสุริยะธรรมา พิธีกร ก็ได้ความตรงกันว่าไม่มีใครจากข้างนอกสั่งมาให้ระงับตอนต่อไป

คุณภิญโญ บอกว่ามี “คนข้างใน” แทรกแซงไม่ให้ออกอากาศ ทั้งๆ ที่คณะกรรมการนโยบายได้มีมติให้ออกอากาศได้

คุณสมชัย บอกว่าตัดสินใจก่อนออกอากาศ 15 นาที ว่าให้ “ชะลอ” รายการนี้ เพื่อมีการพิจารณาใหม่ โดยอนุกรรมการรับและพิจารณาเรื่องร้องเรียนตามมาตรา 46 ของ พ.ร.บ.ก่อตั้งไทยพีบีเอส

เหตุผลที่ คุณสมชัย ให้สำหรับการตัดสินใจ ก็คือ ไม่ต้องการขยายความขัดแย้งในสังคม และเพื่อความปลอดภัยของพนักงานไทยพีบีเอส

คุณสมชัย บอกว่า ที่เมืองนอกเขามีคำพูดในหมู่คนทำข่าวว่า “No story is bigger than the safety of your staff.”
ข่าวบอกว่า มีคนข่าวระดับบรรณาธิการจำนวนหนึ่ง “ตบเท้า” ไปหา คุณสมชัย เพื่อขอไม่ให้ออกอากาศคืนนั้น

คุณสมชัย อธิบายว่า มีการประชุมปรึกษากับกองบรรณาธิการในวันนั้น เป็นเรื่องปกติของกระบวนการบริหารฝ่ายบรรณาธิการอยู่แล้ว

ดังนั้น คำว่า “แทรกแซงจากภายใน” ก็คงมาจากความเข้าใจต่างกันระหว่างคนรับงาน outsource ในกรณี “ตอบโจทย์” กับคนข่าวในกอง บก. ของสถานีที่เชื่อว่า พวกเขาควรจะต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเนื้อหาการออกอากาศทั้งสถานี เพราะอะไรก็ตามที่กระทบต่อรายการหนึ่งรายการใด ย่อมกระเทือนถึงภาพรวมของสถานีด้วย

บทเรียนสำคัญสำหรับคนทำทีวีครั้งนี้ จึงอยู่ที่ “ระบบบริหารมืออาชีพ” สำหรับสถานีทีวี ซึ่งในกรณีนี้จะเห็นว่ายังขาดแคลนที่ไทยพีบีเอส อยู่พอสมควร

และเป็นที่มาของเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิด แต่ก็เกิด จนกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสถานี

คณะกรรมการนโยบายของ ไทยพีบีเอส มีอำนาจสูงสุดของสถานี แต่ธรรมชาติของการบริหารสถานีทีวีนั้น คือ การต้องตัดสินใจตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ข่าวเล็กข่าวน้อยจะ break เป็นข่าวด่วนหรือไม่? ข่าวชิ้นไหนตรวจสอบแน่ใจหรือยัง ก่อนจะออกข่าว? มีการขอให้ผู้ถูกกล่าวหาในข่าวตอบข้อกล่าวหาในข่าวเดียวกันหรือยัง? และอีกมากมายหลายประเด็น ที่จะต้องตัดสินใจในระดับต่างๆ ตลอดเวลา

ไม่ต้องพูดถึงเนื้อหา “ละเอียดอ่อน” ที่จะต้องแลกเปลี่ยนความเห็นรอบด้านถึงความแม่นยำของข้อมูล ความเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย และวิธีการนำเสนอที่จะต้อง “เสรี เป็นธรรม ไร้อคติ” ยิ่งต้องมีการปรึกษาหารือและต้องตัดสินใจร่วมกันตลอดเวลา

ไม่ว่าจะเป็นรายการสด หรือรายการอัดเทปล่วงหน้า ผลิตโดยทีมงานประจำของสถานีหรือผู้ผลิตข้างนอกก็ตาม

คณะกรรมการนโยบาย มีบทบาทในการวางกรอบนโยบายและแนวทางการบริหารในภาพกว้างได้ แต่ไม่อยู่ในฐานะที่จะทำหน้าที่ “บริหาร” ข่าวและเนื้อหาของสถานีที่เกิดขึ้น และต้องใช้วิจารณญาณแห่งมาตรฐานวิชาชีพตลอดเวลา

และนั่นคือ หน้าที่ของ “คณะบรรณาธิการ” หรือ Editorial Board ที่ประกอบด้วยหัวหน้าฝ่ายข่าว รายการ สารคดี และผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย โดยมีผู้อำนวยการสถานีเป็นประธาน Editorial Board นี่เอง คือ ผู้วางแผน พิจารณา ตรวจสอบ กำกับดูแลให้คุณภาพของเนื้อหาทุกรายการของสถานีได้มาตรฐานและตรงกับหลักจริยธรรม วิถีปฏิบัติ (Best Practices) และร่วมในการวางผังรายการของสถานี

ผมไม่ทราบว่า ไทยพีบีเอส มีกลไกทำนองเป็น Editorial Board หรือไม่ แต่ถ้าหากเป็นไปตามข่าว คือ บรรณาธิการบางคนต้อง “ตบเท้า” ไปหาผู้อำนวยการสถานีก่อนรายการนั้นออกอากาศเพียง 15 นาที ก็แปลว่าสถานีไม่มีกระบวนการและกลไกของการพิจารณาใคร่ครวญตรวจสอบภายใน ให้ได้มาตรฐานอันควรก่อน

และเมื่อมีคำถามจากคนดูหรือคนอื่นใด ระดับบรรณาธิการก็ชี้แจงอธิบายเหตุผลอย่างมืออาชีพไม่ได้ ต้องให้ผู้อำนวยการเป็นผู้ตอบแต่เพียงคนเดียว

การรักษาให้สถานีสาธารณะเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองและผลประโยชน์อันไม่เหมาะควรอื่นใด จะต้องมาจากการสร้างความเป็นปึกแผ่นของคนมืออาชีพทางด้านสื่อ อันหมายถึงการรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น ยึดมั่นในอุดมการณ์ ทำงานเป็นทีม หลีกเลี่ยงลัทธิฮีโร่ และ โปร่งใส เปิดให้สาธารณชนตรวจสอบได้ตลอดเวลา

เพราะว่ากรรมการนโยบายขาดการเชื่อมประสานกับคณะบรรณาธิการ ที่เป็นเสมือน “สมอง” ของการทำเนื้อหาทีวีและสื่อทุกประเภท

ยิ่งมีข่าวว่า รายการ “ตอบโจทย์” รายงานตรงกับผู้อำนวยการสถานี และไม่มีกระบวนการร่วมคิดร่วมวางแผนกับคณะบรรณาธิการด้วยแล้ว ก็ยิ่งเห็นชัดว่า บรรยากาศการทำงานของ ไทยพีบีเอส ที่ผ่านมา รอวันที่ปัญหาใหญ่จะปะทุเท่านั้น

(พรุ่งนี้ : ความเป็นมืออาชีพของเนื้อหา รูปแบบ พิธีกร และ สภาผู้ชม)