วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับมือไม่สังฆกรรม กับบริษัทสีดำ, สีเทา

เราเคยประกาศว่าจะไม่ไหว้คนโกง จะไม่เคารพคนคอร์รัปชัน

วันนี้ มีปรากฏการณ์ใหม่ที่ต่อยอดจากตัวบุคคลไปสู่องค์กร นั่นคือ การประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของกลุ่มผู้ลงทุนสถาบัน 5 องค์กร เม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 7 ล้านล้านบาท ผนึกกำลังประกาศต่อต้านและคว่ำบาตรบริษัทคอร์รัปชัน

ผมถือว่านี่เป็นก้าวย่างอันสำคัญของสังคมธุรกิจ ที่จะต้องร่วมกันกวาดล้างความโสโครกของทุกแวดวงในสังคมไทย

เพราะสิ่งที่เรียกว่า “คอร์รัปชันแวดวงธุรกิจ” มีส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น และบั่นทอนการสร้างชาติอย่างยิ่ง หากไม่ช่วยกันปราบปรามก็จะกลายเป็นมะเร็งร้ายที่จะทำลายบ้านเมืองได้ในระยะเวลาอันใกล้

ผมต้องปรบมือให้กับกลุ่มผู้ลงทุนสถาบันจากองค์กรต่างๆ ทั้ง 5 สถาบัน ที่ออกมาแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในเรื่องนี้
• สมาคมบริษัทจัดการลงทุน
• สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย
• สมาคมประกันชีวิตไทย
• กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
• สำนักงานประกันสังคม

ที่ร่วมกันประกาศจุดยืนของกลุ่มผู้ลงทุนสถาบัน จะไม่ลงทุนและทำธุรกรรมกับบริษัทที่ไม่มีธรรมาภิบาล ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม และเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน

ที่เกิดความเคลื่อนไหวเช่นนี้ เพราะว่ามีความตระหนักประเด็นที่สำคัญมาก นั่นคือ การที่ภาคธุรกิจไทยจะต้องยกระดับคุณภาพให้เป็นสากล ไม่มีเรื่องใต้โต๊ะ เรื่องสินบน หรือทำธุรกรรม “สีเทา” ที่ผิดจากกติกาสากล

ยิ่งหากเราจะเรียกตัวเองว่าเป็น “ฮับ” หรือศูนย์กลางของธุรกิจในหลายๆ ด้านของภูมิภาคนี้ ก็ยิ่งจะต้องมีความชัดเจนว่าบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และธุรกิจในตลาดทุนของไทย จะต้องไม่มีเรื่องแปดเปื้อน ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม เกี่ยวกับเรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวง

คุณวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. บัวหลวง บอกว่าทางบริษัทได้กำหนดเกณฑ์การลงทุนที่ชัดเจน โดยให้ความสำคัญใน 2 ประเด็น คือ การเป็นบริษัทที่มีอนาคตที่ดี และบริษัทที่มีความโปร่งใส

หรือที่เรียกว่า White List ซึ่งผมเข้าใจว่าอยู่ตรงข้ามกับ Black List

ใครอยู่ใน “บัญชีดำ” ก็แปลว่า มีประวัติและพฤติกรรมที่สังคมรับไม่ได้หรือไม่ควรจะรับ และคนในแวดวงธุรกิจควรจะต้องรังเกียจ และไม่เกี่ยวข้องไม่ทำธุรกรรมด้วย เพราะใครขืนไปมีความเชื่อมโยงกับบริษัทเหล่านี้ ก็จะต้องพลอยเสียชื่อเสียเสียงไปด้วย

ส่วน White List นั้น ย่อมแปลว่า เป็นบริษัท “ขาวสะอาด” ที่ทำตามกฎหมาย เสียภาษีถูกต้อง มีหลักธรรมาภิบาลในการทำธุรกิจ และดำเนินกิจการอย่างถูกต้องเป็นธรรมกับสังคม อีกทั้งยังช่วยเหลือเกื้อกูลธุรกิจอื่น ที่มีหลักปฏิบัติที่เคารพในความถูกต้องชอบธรรม เช่นกัน

และเมื่อเราแยกแยะ White List ออกจาก Black List แล้ว เราก็สามารถจะทำให้บริษัทที่อยู่ใน Grey List หรือ “สีเทา” ออกมาจากความอึมครึมเพื่อแสดงตนเป็นผู้อยู่กลางแสงสว่างได้ ถือว่าเป็นการทำหน้าที่พลเมืองที่ดีของสังคม เป็นที่ยกย่องชื่นชูของผู้คนในแวดวงต่างๆ ได้ด้วย

คุณวรวรรณ บอกว่า ปัจจุบันพบว่ามีบริษัทที่เหมาะสมลงทุน และเข้าหลักเกณฑ์ทั้ง 2 ส่วน อยู่ประมาณ 80 บริษัท จากทั้งหมด 500 บริษัท แต่ก็คาดว่าในอนาคตบริษัทจดทะเบียนที่มีความโปร่งใสจะเพิ่มขึ้นได้

และจะเพิ่มขึ้นแน่นอน หากคนในสังคมร่วมมือกันไม่ทำธุรกรรม ไม่ซื้อของ ไม่รับบริการจากบริษัทที่มีปัญหาความไม่โปร่งใส หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นทางตรงและทางอ้อม

เพราะว่าการยอมคบหาทำธุรกิจกับบริษัทใดที่อยู่ในบัญชี “สีเทา” หรือ “สีดำ” นั้น ย่อมเป็นการส่งเสริมให้ความฉ้อฉลเกิดขึ้นต่อเนื่องในบ้านเมือง
และนั่นแปลว่า เรากำลังยอมให้สังคมไทยฟอนเฟะต่อไป

ในฐานะผู้บริโภค นักลงทุน หรือผู้ใช้บริการ ทุกครั้งที่ทำธุรกรรมกับใคร จงถามตัวเองว่า “เรากำลังส่งเสริมธุรกิจสีดำและสีเทาหรือเปล่า?”

ส่งเสริม White List แล้ว เท่ากับเราจะได้ยื่นสังคมสะอาดให้ลูกหลานต่อไปแล้วอย่างเต็มภาคภูมิครับ