ความขัดแย้งการบริหารจัดการทรัพย์สิน ของจุฬาลงกรณ์มหวิทยาลัยและอุเทนถวายฯ แม้ว่าจะยืดเยื้อมานานกว่า 10 ปี
ตั้งแต่ปี2548แต่ล่าสุดดูจะรุนแรงมากขึ้นเพราะการยืนยันหนักแน่นของ ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดี จุฬาฯ ที่จะนำเอาที่ดิน21 ไร่ซึ่งเป็นที่ตั้งของอุเทนถวายคืนมาเพื่อดำเนินการตามผังแม่บทปี 2559 ได้มีการกำหนดพื้นที่ฝั่งถนนพญาไท เป็นพื้นที่การศึกษา
ซึ่งในส่วนของที่ตั้งอุเทนถวาย 21 ไร่ ที่จะได้รับคืนโดยกำหนดเป็นพื้นที่การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ที่มีความสำคัญในอนาคต ประกอบด้วย การจัดสร้างศูนย์นวัตกรรมสร้างสรรค์เพื่อชุมชนยั่งยืน 5 หน่วยงาน ได้แก่ หน่วยวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้งานสร้างสรรค์ หน่วยข้อมูลด้านนวัตกรรมงานสร้างสรรค์ หน่วยเผยแพร่นวัตกรรมงานสร้างสรรค์ หน่วยบ่มเพาะเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และหน่วยพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านนวัตกรรมสร้างสรรค์
นอกจากนี้จะสร้างพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้เพื่อสังคม และจัดตั้งคณะเทคโนโลยีอาหาร เพื่อพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อทำให้เกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์
จุฬาลงกรณ์ ถือเป็นแลนด์ลอร์ดที่ได้รับพระราชทานที่ดินจากองค์รัชกาลที่ 5และที่ 6 ปัจจุบันถือครองที่ดินรวม พื้นที่ 1153 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เขตพื้นที่การศึกษา สัดส่วน ร้อยละ52 โดยมีการขยายตัวตามการเติบโตของมหาวิทยาลัย อย่างเป็นพื้นที่ของศศินทร์ และคณะเภสัชศาสตร์ เดิมเมื่อปี2512 ก็เคยเป็นพื้นที่เช่ามาก่อน
2..เขตพื้นที่พาณิชย์ (ปล่อยเช่าเอกชน)ประมาณ ร้อยละ30ของพื้นที่ทั้งหมดเช่นสยามสแคว์ มาบุญครอง ตึกแถวสวนหลวง สามย่าน บริเวณถนนบรรทัด บริเวณสวนหลวง-สามย่าน และ3 เขตพื้นที่ราชการ (ให้ราชการเช่าราคาพิเศษและยืมใช้)อีกประมาณ 18% คือโรงเรียนปทุมวัน ม.อุเทนถวาย สน.ปทุมวัน ศูนย์ราชการสาธารณสุข กทม . สนามกีฬา โรงเรียนเตรียมอุดม โรงเรียนสาธิตปทุมวัน
ไม่เพียงอุเทนฯที่สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะขอคืนที่ดินหากรวมหน่วยงานราชการในสังกัดกทม.รวม 4 แห่ง ประกอบด้วย สำนักงานเขตปทุมวัน ศูนย์บริการสาธารณสุข สถานีดับเพลิง และโรงเรียนปทุมวัน
แต่ความขัดแย้งในส่วนพื้นที่อื่นๆดูจะไม่รุนแรงและบานปลายเช่นเดียวกับ กรณีอุเทนถวายที่ทั้งศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบันต่างรวมตัวกันเรียกร้องที่ดินคืนเพราะหากนับรวมประวัติศาสตร์อุเทนถวายถือเป็นโรงเรียนช่างแห่งแรกของประเทศที่มีมานานเกือบ 100 ปี
นอกจากนี้ อุเทนถวายยังมั่นใจว่าพื้นที่ดังกล่าวก็ได้รับพระราชทานเช่นกันจึงต้องการขอคืนพื้นที่จากจุฬาฯเพื่อให้ความเป็นสถาบันเก่าแก่ยังคงมีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ในเชิงพื้นที่ต่อไป
แม้จุฬาฯจะอ้างถึงข้อยุติทางกฎหมายดูจะหมดข้อกังขาว่าใครคือเจ้าของที่ดิน แต่ในแง่ของประวัติศาสตร์ คุณค่าของสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่จึงน่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาพอๆกับที่จุฬาฯบอกว่าจะนำเอาพื้นที่จำนวน 21 ไร่แห่งนี้ไปจัดทำเป็นศูนย์การศึกษาเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ปมในการตัดสินใจครั้งนี้ อุเทนถวายควรจะย้ายหรือไม่นั้นจึงควรนำเอาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่มีมายาวนานกว่า 80 ปีมาประมวลร่วมด้วย ไม่เพียงตัดสินเพียงแค่ข้อกฎหมายและแผนการดำเนินการพัฒนามหาวิทยาลัยที่เหมาะสมแต่เพียงอย่างเดียว






