เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทุกยุคทุกสมัย!! ต่อภารกิจพัฒนาขีดความสามารถร้านค้าปลีก
ขนาดเล็กที่เราเรียกกันว่า "โชห่วย" ให้แข่งขันได้!! กับทางเลือกใหม่วันนี้ของ รมช.พาณิชย์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เสนอปรับเปลี่ยนชื่อเรียกขาน "โชห่วย" เป็น "โชสวย" เพื่อทำให้โชห่วยแบบเดิมๆ มีความทันสมัยขึ้นในทันตา
"โชห่วยกว่า 4 แสนรายทั่วประเทศต้องการเวลาปรับตัว ปรับภาพลักษณ์ ซึ่งผู้บริโภครุ่นใหม่มักมองว่าโชห่วยเป็นร้านค้าที่ไม่สะดวก ไม่สบาย มีแต่สินค้าเก่า ไม่ได้คุณภาพ ที่สำคัญมีชื่อไม่เป็นสิริมงคล"
ทฤษฎีค้าปลีกแทบทุกตำรา ระบุว่าหัวใจสำคัญของค้าปลีก!! คือ สต็อกสินค้า การบริหารจัดการต่างๆ ซึ่งเป็นโนว์ฮาวสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเรียนรู้ นอกจากนี้ ต้องรู้จัก ‘ลูกค้า’ พร้อมสามารถสร้างความสะดวกและฉีกความแตกต่างจากร้านโชห่วย รวมถึงเชนสโตร์อื่นๆ ให้ได้ ธุรกิจก็สามารถอยู่รอดได้
ปัญหาใหญ่ของธุรกิจค้าปลีกท่ามกลางการแข่งขันรุนแรง คือ "ต้นทุนราคาสินค้า" ที่รายเล็กเสียเปรียบวันยังค่ำ
ร้านโชห่วย หรือ ร้านขนาดเล็ก ไม่จำเป็นต้องมีสินค้าครบถ้วนกระบวนความเทียบเท่าร้านขนาดใหญ่ หรือทำ "ราคาต่ำ" แข่งกับบรรดาขาใหญ่ทั้งหลาย สำคัญต้องกลับไปที่พื้นฐานการค้า จะขายใคร? เป็นสูตรเดียวกับผู้ค้าปลีกรายใหญ่ไม่ว่าไทยหรือเทศ เจ้าของร้านต้องรู้ก่อนว่าลูกค้าของคุณคือใคร!! ต้องการซื้ออะไรที่ร้านของคุณ?
ค่อยกลับมาดูว่ามีสินค้าและบริการนั้นๆ ที่ร้านหรือไม่ ถ้าไม่มีจะไปหาที่ไหน ในราคาที่มี "กำไร"
เคยมีการเสนอโมเดล "รวมศูนย์จัดซื้อ" ให้กับผู้ค้ารายย่อยในหลายรูปแบบ ทั้งการผลักดันให้ "ยี่ปั๊ว" ทั่วประเทศซึ่งเป็นช่องทางหลักในการกระจายสินค้าสู่โชห่วยอยู่แล้ว ปรับตัวเป็นดิสทริบิวชั่น เซ็นเตอร์ หรือรวมคำสั่งซื้อจากร้านค้าปลีกรายย่อยทั่วประเทศ จะสามารถดำเนินการได้ทันที
อย่างไรก็ตามการรวมศูนย์จัดซื้อไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ง่ายที่จะทำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อปี 2535 เคยเกิดการรวมตัวของ 42 ห้างทั่วประเทศจัดตั้ง "ทีดีซี" หรือ ไทย ดิสทริบิวชั่น เซ็นเตอร์ เป็นการรวมศูนย์จัดซื้อ แต่ก็ไม่บรรลุเป้าหมาย เช่นเดียวกับการจัดตั้งบริษัท รวมค้าปลีกเข้มแข็ง หรือเออาร์ที ที่ต้องปิดตัวลง
หากย้อนมองนับจากวิกฤติหนักเมื่อ 15-16 ปีก่อน บรรดาทุนค้าปลีกข้ามชาติบุกปูพรมสร้างเครือข่าย "ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่" ที่ถูกลงความเห็นว่าเป็นตัวการสำคัญทุบโชห่วยไทย นำสู่กระแสต่อต้าน กระทุ้งภาครัฐให้ออกมาตรการควบคุมการขยายตัวของรายใหญ่ พร้อมให้มีการออก "กฎหมายค้าปลีก" นายเนวิน ชิดชอบ รมช.พาณิชย์ยุคนั้น ผลักดันผลงานก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรขึ้นมากู้ชีพโชห่วย
บทพิสูจน์ของ "เออาร์ที" หรือ บริษัท รวมค้าปลีกเข้มแข็ง จำกัด (ART: Allied Retail Trade) องค์กรไม่แสวงหากำไรที่จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 6 ส.ค. 2545 ด้วยงบจัดสรร 395 ล้านบาท ขับเคลื่อนกิจการร้านค้าปลีกรายย่อยหรือโชห่วยให้สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางสร้างและสอนโนว์ฮาว พร้อมรวมศูนย์การจัดซื้อ ด้วย ‘วอลุ่ม’ ของเครือข่ายร้านค้าปลีกที่เข้าร่วมโครงการ หวังสร้างความได้เปรียบทางด้าน ‘ราคาต่ำ’ จากคำสั่งซื้อปริมาณมาก
แต่เออาร์ที จำต้อง ‘ปิดฉาก’ ลงในเวลา 5 ปีให้หลังแม้พยายามปรับยุทธศาสตร์ดำเนินงานอยู่หลายระลอก
“พาณิชย์” ในฐานะเจ้ากระทรวงการค้ายังไม่ถอดใจ คิกออฟ “ร้านถูกใจ” ภายใต้โครงการโชห่วยช่วยชาติขึ้นมาอีกครั้งเมื่อปีก่อน ภายใต้วงเงิน 1,320 ล้านบาท ละลายหายไปแบบไม่รู้ว่าตอบโจทย์อะไรบ้าง?
เอาเป็นว่า แคนดิเดต รมช.พาณิชย์คนต่อไปคิดไว้ล่วงหน้าได้เลยจาก "โชสวย" จะเปลี่ยนเป็นอะไร








