ยูโรกับทางออกของไซปรัส

ยูโรกับทางออกของไซปรัส

แม้ไซปรัสจะไม่ใช่ประเทศใหญ่ซึ่งจะมีผลต่อความเป็นไปของเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจในอนาคตของยูโร แต่การตัดสินใจของไซปรัสเกี่ยวกับแพ็คเกจ

ความช่วยเหลือจากต่างชาติภายในเดือนนี้ ถือว่ามีผลกระทบอยู่ไม่น้อยในเชิงสัญลักษณ์ต่อภาคต่อไปของความไม่นิ่งในยูโร

ก่อนอื่น ขอเท้าความถึงเหตุการณ์ของไซปรัสที่มีทั้งปัญหาสถาบันการเงินและหนี้ภาครัฐในช่วงวิกฤตยูโรเสียก่อน เริ่มจากปี 2011 รัสเซียได้ให้เงินกู้ต่อรัฐบาลไซปรัสจำนวน 2.5 พันล้านยูโร หลังจากที่ไซปรัสไม่สามารถเข้าไปทำธุรกรรมในตลาดพันธบัตรระหว่างประเทศได้ ก็ได้ขอความช่วยเหลือจากรัสเซียอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว ทว่าได้รับการปฏิเสธ เนื่องจากการปฏิรูปเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไซปรัสไม่ได้มีความคืบหน้า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ขณะนี้ มีแนวโน้มว่าหนี้ดังกล่าว จะต้องถูกปรับโครงสร้างหนี้ให้ยืดออกไปจากที่จะครบกำหนดในปี 2016 เป็นปี 2022

จนกระทั่งเมื่อเดือนที่แล้ว ไซปรัสมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่เกิดขึ้น ได้ประธานาธิบดีคนใหม่ที่ชื่อว่า นายนิคอส อนัสทาเซียเดส วัย 66 ปี โดยหลังจากชนะการเลือกตั้งก็ประกาศว่าจะนำเสถียรภาพทางเศรษฐกิจกลับมาสู่ไซปรัสอีกครั้งหนึ่ง และได้รอขอความช่วยเหลือกับทางยูโร

โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทาง Troika อันประกอบด้วย ธนาคารกลางยุโรป คณะกรรมการยูโร และไอเอ็มเอฟ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบข้อมูลทางเศรษฐกิจของรัฐบาลไซปรัสเพื่อประเมินมูลค่าแพ็คเกจความช่วยเหลือ ในขณะเดียวกัน ยูโรมองไซปรัสว่าให้ประโยชน์ต่อรัสเซียเนื่องจากถูกมองว่าเป็นเสมือนแหล่งฟอกเงินให้กับบุคคลบางกลุ่มในรัสเซีย จึงได้เรียกร้องให้รัสเซียเข้ามาช่วยเหลือร่วมกันกับทางยูโร อย่างไรก็ดี ทางรัสเซียได้ตอบในเชิงปฏิเสธว่าที่ผ่านมา ตนเองได้ช่วยเหลืออย่างเต็มที่แล้ว

เป็นที่ทราบกันดีว่า ณ ปัจจุบัน รัฐบาลของไซปรัสกำลังไม่มีเงินเหลือพอที่จะจ่ายเจ้าหนี้พันธบัตรในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ จึงมีความจำเป็นที่แผนขอความช่วยเหลือทางการเงินจากชาติต่างๆ ในยูโร ต้องมีความชัดเจนในเบื้องต้นภายในเดือนนี้ เพื่อที่จะสามารถดำเนินการให้ทันก่อนที่ไซปรัสจะอยู่ในภาวะล้มละลาย ทั้งนี้ วิกฤตในไซปรัสได้ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยความเสียหายที่ขยายตัวขึ้น จนล่าสุด ได้มีการคาดการณ์ในระดับเบื้องต้นจากหลายสำนักให้ความเห็นใกล้เคียงกันว่ามูลค่ารวมความเสียหายที่ไซปรัสต้องการความช่วยเหลือประมาณ 1.67 หมื่นล้านยูโร ประกอบไปด้วย ความช่วยเหลือต่อสถาบันการเงินมูลค่า 1 หมื่นล้านยูโร และ ความช่วยเหลือจ่ายหนี้ให้กับรัฐบาลอีก 6.7 พันล้านยูโร

สำหรับหนทางที่เป็นไปได้สำหรับแพ็คเกจความช่วยเหลือของไซปรัสที่ควรจะเกิดขึ้นภายในเดือนนี้มีอยู่ 2 ทาง ดังนี้

ทางแรก จัดการให้มีการแปรรูปสินทรัพย์หลักๆ ของรัฐบาลเพื่อให้ได้รายได้ประมาณ 1.5 พันล้านยูโร ภายในปี 2020 เพิ่มอัตราภาษีบริษัทเอกชนจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 12.5 เพิ่มอัตราภาษีจากกำไรการซื้อขายตราสารทุนเป็นร้อยละ 28 การเก็บภาษีเงินฝากที่มีมูลค่าสูงกว่า 1 แสนยูโร และ ให้ยืดเวลาการชำระหนี้ให้กับรัฐบาลรัสเซียออกไป ซึ่งมาตรการเสริมทั้งหมด จะช่วยลดมูลค่าแพ็คเกจความช่วยเหลือของยูโรลงให้เหลือประมาณ 1.47 หมื่นล้านยูโร

ทางที่สอง ให้เจ้าหนี้ทั้งหมดของสถาบันการเงินในไซปรัส มีส่วนต้องช่วยรับภาระความเสียหายจากหนี้ของตนเอง รวมถึงผู้ฝากเงินที่ไม่ได้รับการค้ำประกันต้องรับความเสียหายดังกล่าวเช่นกัน ในส่วนของหนี้ภาครัฐก็ให้มีการลดมูลหนี้ลงหรือ Haircut ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งก็คือ สถาบันการเงินในประเทศของไซปรัสนั่นเอง ดังรูป หนทางนี้ จะช่วยให้มูลค่าแพ็คเกจความช่วยเหลือของยูโรลดลงเหลือเพียงประมาณ 9.4 พันล้านยูโร โดยหากทำการลดมูลหนี้ลงร้อยละ 50 จะส่งผลให้ความช่วยเหลือจ่ายหนี้ให้กับรัฐบาลเหลือ 5.5 พันล้านยูโร

ในมุมมองของยูโร ดูเหมือนว่าโมเมนตัมกำลังเทมาเข้าทางเลือกที่ 2 เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่ใช้ต่ำกว่าทางเลือกแรกเป็นอันมาก ผนวกกับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างยูโรกับไซปรัสก็ไม่สูงมากเท่าไร จึงอาจถูกประเมินว่าไม่มีเหตุผลที่จะต้องยอมจ่ายแพง อย่างไรก็ดี ทางเลือกดังกล่าว ก็อาจส่งผลเสียอย่างน้อย 2 ประการ

ประการแรก เนื่องจากขนาดของเซกเตอร์สถาบันการเงินมีขนาดใหญ่ถึงประมาณ 8 เท่าของจีดีพีไซปรัส ดังนั้นการไหลออกของเงินจากสถาบันการเงินอย่างรวดเร็ว ย่อมส่งผลทำให้ภาคเศรษฐกิจจริงของไซปรัสย่ำแย่ลงอีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งขนาดแค่มีข่าวลือเรื่องการทำ Haircut ต่อผู้ฝากเงินเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็ทำให้เงินไหลออกจากธนาคารในไซปรัสถึง 1.7 พันล้านยูโรหรือกว่าร้อยละ 10 ของจีดีพี คงไม่ต้องจินตนาการว่ากระแสเงินไหลออกจะต้องมากสักเพียงใด ถ้าทางยูโรตัดสินใจใช้เลือกที่สอง

ประการที่สอง ยูโรเองเคยประกาศว่าเงื่อนไขความช่วยเหลือของประเทศที่มีปัญหาในยูโร การร่วมรับความเสียหายของภาคเอกชนจะเกิดขึ้นเฉพาะกับกรณีของกรีซเพียงเท่านั้น การผิดคำสัญญาดังกล่าว น่าจะทำให้การแก้ปัญหาในอิตาลีและสเปน หากจะต้องเกิดขึ้นในอนาคต ต้องมีค่าใช้จ่ายสูงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

อย่างไรก็ดี คำตอบสำหรับทางเลือกทั้งสองดังกล่าวน่าจะชัดเจนขึ้น เมื่อผลของการทดสอบภาวะวิกฤติโดย Pimco และ BlackRock ได้ปรากฏออกมาว่าแท้จริงแล้ว เนื้อในของไซปรัสเลวร้ายแค่ไหนครับ


หมายเหตุ หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “จิบกาแฟ ท่องเน็ต เล่นหุ้น...ก็รวยได้” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 มีวางจำหน่ายทั่วประเทศ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ