ย่างเข้าปลายไตรมาสแรกแล้วนะคะ สภาวะด้านเศรษฐกิจก็เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นต่อประเด็นปัญหาต่างๆ นับตั้งแต่ปัญหาหนี้สาธารณะของสหภาพยุโรป
ไปจนถึงหน้าผาการคลังของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ทำให้มีความเชื่อมั่นได้มากขึ้นว่า ปัญหาแม้จะไม่คลี่คลายหมดไปได้ในระยะอันใกล้ แต่ก็คลายตัวลง เชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย และเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปก็ไม่น่าจะแย่ลงไปกว่าในที่ผ่านมา
ความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นนี้จึงทำให้มีความสนใจลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงกันมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวดีขึ้นในปี 2555 ที่ผ่านมา และยังต่อเนื่องมาในไตรมาสแรกของปีนี้ ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาแล้วประมาณร้อยละ 13 มายืนอยู่ ณ ระดับดัชนี 1,575-1,580 จุดในปัจจุบันควบคู่ไปกับมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นที่ในต้นสัปดาห์นี้บางวันขึ้นไปแตะระดับ กว่า 80,000 ล้านบาท/วัน จนทำให้หน่วยงานต่างๆ มีการทบทวนและปรับเป้าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ณ สิ้นปีนี้ที่เคยคาดการณ์กันก่อนหน้านี้ว่าจะอยู่ระดับ 1,550 จุด ขึ้นเป็น 1,600-1,650 จุด
ปัจจัยที่จะผลักดันให้ตลาดหุ้นเดินหน้าต่อไปได้มากน้อยเพียงไรในส่วนที่เหลือของปีนี้ ก็น่าจะกล่าวได้ว่าสำหรับปัจจัยภายในประเทศมิได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็คงอยู่ที่ระดับร้อยละ 5-5.5 ที่มีประมาณการอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 3 และสำหรับกลุ่มธุรกิจที่เติบโตได้ดีจะเป็นกลุ่มการบริโภคภายในประเทศ ที่กระตุ้นด้วยสารพัดมาตรการประชานิยม และโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีการประโคมไว้มากทั้งที่กว่าจะเกิดขึ้นจริงก็จะใช้เวลาอีกเป็นปี แต่สำหรับนักลงทุนแล้วจะประเมินเข้าไว้ก่อนล่วงหน้าเสมอ
ปัจจัยที่จะผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยและตลาดในภูมิภาคเอเชียเติบโตสูงได้ต่อเนื่อง คือ กระแสการไหลเข้ามาลงทุนของเงินทุนต่างประเทศที่ในปี 2555 ที่ผ่านมามีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยถึงประมาณ 70,000 ล้านบาท และตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 35.8 ที่ระดับสูงดังกล่าวเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลกในราคาสกุลเงินท้องถิ่นของแต่ละประเทศแล้ว ตลาดหุ้นไทยยังเติบโตได้เพียงลำดับที่ 6 รองจากตลาดหุ้นเวเนซูเอลา (302.81%) ตุรกี (52.55%) อียิปต์ (50.8%) ปากีสถาน (48.98%) เคนยา (39.44%) และไทย (35.76%) ส่วนตลาดหุ้นที่แย่ที่สุด คือไซปรัสที่ -61.19% การที่กระแสเงินทุนจะยังเคลื่อนย้ายเข้ามาตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นเอเชีย เนื่องจากเงินทุนเหล่านั้นต้องหาที่ลงทุน
หุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์เป็นสินทรัพย์ที่มีความเคลื่อนไหวทางบวกต่อข่าวดีทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าตัวเลขการผลิต การจ้างงาน หรือยอดขายส่งขายปลีก เพราะหากเศรษฐกิจเติบโตดีหมายถึงกำไรและผลประกอบการที่ดีของธุรกิจ แต่สินทรัพย์เสี่ยงอีกประเภทที่ให้ผลตอบแทนไม่ดีนักในปีนี้และเป็นที่ผิดหวังของนักลงทุนก็คือ ทองคำ ที่เคยให้ผลตอบแทนการลงทุนดีต่อเนื่องกันมาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งโดยปกติแล้วทองคำจะเคลื่อนไหวในทิศทางที่ต่างกับค่าเงินดออลาร์สหรัฐ แต่เนื่องจากประชาชนและนักลงทุนมีความมั่นใจต่อหุ้นมากขึ้นจึงทำให้มีเงินไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นแทนการเลือกลงทุนในทองคำ ดังนั้น ทองคำในปีนี้ยังไม่มีแนวโน้มที่สดใส ยกเว้นเกิดวิกฤตทางการเงินเกิดขึ้นหรือเกิดภาวะสงคราม จึงจะทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นได้ ทองคำเคยปรับตัวไปอยู่ที่ระดับ 1,800 ดอลลาร์/ออนซ์ ในต้นปีก่อนจะอ่อนตัวลงมาอยู่ต่ำกว่าระดับ 1,600 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งต่างจากมุมมองเมื่อตอนต้นปีที่นักกลยุทธ์รายใหญ่ของโลก เช่น เมอร์ริลลินช์ ได้ประมาณการราคาทองคำของปีนี้ไว้ที่ 2,000 ดออลาร์/ออนซ์
ตัวเลขเศรษฐกิจหลักของสหรัฐอเมริกาแสดงถึงการกระเตื้องดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราการว่างงานที่ล่าสุดมาอยู่ที่ร้อยละ 7.7 ทำให้เริ่มมีคาดการณ์กันว่าธนาคารกลางของประเทศต่างๆ จะเริ่มลดการผ่อนปรนทางการเงินลง อันสะท้อนว่าอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคารกลางต่างๆ กำลังจะมีการปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงของการถือตราสารหนี้ทั้ง พันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้ของธุรกิจภาคเอกชน ดังนั้น นักลงทุนต่างเริ่มกลัวต่อการลงทุนในตราสารหนี้ จึงยิ่งทำให้มีการปรับการจัดสรรการลงทุนที่เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้น โดยลดการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์และพันธบัตรลง
ในอดีตน้ำมันดิบเป็นสินทรัพย์หนึ่งที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนสูง แต่ในปีนี้ก็ไม่จูงใจให้ลงทุนได้ เพราะเศรษฐกิจมหาอำนาจทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปการฟื้นตัวยังอ่อนแอ และประเทศผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ คือจีนเองก็ดูจะมีการตั้งเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราที่ชะลอลง ที่ประกาศเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจีนปีนี้ไว้เพียงร้อยละ 7.5 เท่ากับปี 2555 เทียบกับการเติบโตเฉลี่ยสูงกว่าร้อยละ 10 ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งเพราะมีปัจจัยหลายประการที่เริ่มเป็นข้อจำกัดการเติบโตในอัตราที่สูง เช่น ภาวะความร้อนแรงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ การเรียกร้องปรับเพิ่มขึ้นของค่าจ้างขั้นต่ำ หรืออัตราเงินเฟ้อที่ยังเป็นความกังวล ของนักลงทุนที่ฉุดให้ตลาดหุ้นจีนไม่เติบโตได้สูงเช่นในอดีตที่ผ่านมา
เมื่อพิจารณาจากสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ที่มีสภาพคล่องของตลาดเงินสูง อัตราดอกเบี้ยต่ำในระดับผิดปกติแล้ว เงินยังน่าจะมีการเคลื่อนย้ายมายังภูมิภาคเอเชียที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าเศรษฐกิจตะวันตกอยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งตลาดหุ้นไทยก็ยังน่าจะได้ประโยชน์อีกในปีนี้ ยกเว้นว่าจะหน้าคว่ำหกคะมำด้วยตนเอง ปัจจัยทางการเมืองที่มีความพยายามผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ส่อแววว่าจะสร้างความแตกแยกครั้งใหม่ขึ้นอีกเพราะมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยหลายกลุ่มที่เตรียมออกมาประท้วง และอีกประการคือ นโยบายบางเรื่องที่ปัญหาเพิ่มขึ้น คือโครงการจำนำข้าวเปลือกที่ผ่านมา 1 ปี ปัญหาที่บานปลาย นับตั้งแต่ ธกส. ขาดสภาพคล่องในการรับซื้อข้าว ไม่สามารถระบายข้าวในสต๊อกออกไปได้ ขาดความชัดเจนโปร่งใสที่ไม่มีคำชี้แจงสถานะของโครงการ มีข่าวว่าเกิดความเสียหายนับหลายแสนล้านบาท ที่จะมีผลกระทบต่อฐานะหนี้สาธารณะที่ประชาชนจะต้องแบกรับภาระ






