สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรื่องการทำบุญโดยสิ่งของเงินทองว่า บุญจะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่นั้น เงื่อนไขหนึ่งก็คือ เงินทองสิ่งของ
ที่นำมาทำบุญต้องเป็นของที่ได้มาโดยบริสุทธิ์ คือ ไม่ลักขโมยเขามา ไม่ได้เบียดเบียนเขามา ไม่ได้มาโดยไม่ชอบธรรม สรุปก็คือ ได้มาโดยสุจริต ไม่ผิดศีลธรรม ไม่ผิดกฎหมาย ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร นั่นเอง
ตัวอย่างการทำบุญด้วยเงินไม่บริสุทธิ์เรื่องหนึ่ง ที่บอกเล่าต่อๆ กันมาก็คือ เรื่องยายแฟงเจ้าของซ่องโสเภณีที่หักเงินค่าตัวของโสเภณีในซ่องของตนโดยที่เขาไม่เต็มใจรวบรวมได้จำนวนหนึ่งจึงนำไปสร้างวัดคือวัดคณิกาผล หรือวัดใหม่ยายแฟง แล้วยายแฟงได้ถามสมเด็จโตว่าอานิสงส์จากการสร้างวัดตนได้บุญเท่าใด สมเด็จโตท่านบอกว่า บาทหนึ่งได้บุญแค่เฟื้องแค่สลึง เท่านั้นเอง เนื่องจากเงินที่นำมาทำบุญสร้างวัดเป็นเงินไม่บริสุทธิ์นั่นเอง
ปัจจุบันองค์กรธุรกิจสมัยใหม่นิยมทำงานที่เรียกกันว่า การคืนกำไรแก่สังคม หรือ การรับผิดชอบต่อสังคม หรือเรียกในชื่ออื่นๆ ตามแต่จะตั้งกันขึ้นมา โดยมาจากภาษาฝรั่งว่า Corporate social responsibility หรือ CSR โดยแบ่งปันผลกำไรที่ได้จากการทำธุรกิจมาสร้างประโยชน์แก่สังคมในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในถิ่นทุรกันดาร การสร้างประโยชน์สาธารณกุศลผ่านมูลนิธิที่ก่อตั้งขึ้น การปลูกป่า การฟื้นฟูธรรมชาติ แม่น้ำลำคลอง ป่าชายเลน เป็นต้น เมื่อรวมทุกบริษัททุกหน่วยงานแล้วปีหนึ่งๆ คงเป็นเงินนับหมื่นล้านบาท ผลก็คือสาธารณชนได้รับประโยชน์จากกิจกรรมเหล่านี้ และบริษัทก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำประโยชน์แก่สังคม ได้รับการชื่นชมยกย่อง ทั้งชื่อเสียงและรางวัล เช่น รางวัลเรื่องธรรมาภิบาล เป็นต้น
นั่นคือภาพที่ปรากฏให้เห็นเบื้องหน้า แต่เบื้องหลังนั้น หลายๆ บริษัทหลายๆ องค์กรชวนให้สงสัยว่า จะเป็นเหมือนยายแฟงสร้างวัดหรือไม่ กล่าวคือ การดำเนินธุรกิจเป็นไปโดยความโปร่งใส ยุติธรรม ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นจริงหรือไม่ หากไม่จริง เงินที่นำมาทำ CSR ก็ไม่ต่างจากเงินที่ยายแฟงนำมาสร้างวัดแต่อย่างใด
บริษัทที่มีโรงงานขนาดเล็กขนาดใหญ่ ได้ดูแลรับผิดชอบการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมดีแล้วหรือไม่ หากไม่ทำให้ดี ไม่มีความรับผิดชอบ ทำให้ประชาชนที่อยู่ใกล้ได้รับอันตราย ทำให้ส่วนรวมเสียหาย ทำให้โลกถูกทำลาย ก็ป่วยการที่จะนำเงินกำไรที่ได้จากการประกอบธุรกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อมไปทำกิจกรรมแก่สังคม เพราะเป็นการทำงานเอาหน้าและบังหน้า
บริษัทที่ตั้งโรงงานในแหล่งที่ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เบียดเบียนชาวบ้าน สมคบกับนักวิชาการไร้จรรยาบรรณทำรายงานสิ่งแวดล้อมด้วยข้อมูลเท็จ เพื่อให้ได้จัดตั้งโรงงานตามที่ตนต้องการ ซึ่งปรากฏว่ามีอยู่จำนวนมากในประเทศไทย ก็ป่วยการที่จะนำเงินที่ได้จากการประกอบธุรกิจที่เริ่มต้นด้วยความไม่ถูกต้อง และดำเนินงานอย่างไร้ความรับผิดชอบ มาทำกิจกรรมเพื่อสังคม เพราะผลที่ได้จากกิจกรรมดังกล่าว ไม่คุ้มกับสิ่งที่สูญเสียไปแต่อย่างใด
การกระทำของบริษัททั้งหลายดังที่ยกตัวอย่างมานี้ ย่อมไม่ต่างจากการที่ยายแฟงเอาเงินที่หักจากน้ำพักน้ำแรงของโสเภณีโดยที่เขาไม่เต็มใจ ซึ่งเป็นการเบียดเบียนผู้อื่นมาสร้างวัด อานิสงส์ก็ย่อมน้อย ซึ่งบริษัททั้งหลายเหล่านี้ ก็ได้เงินมาโดยไม่ถูกต้อง โดยการเบียดเบียนผู้อื่น โดยผิดกฎหมาย โดยการทำลายสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นสมบัติของทุกคน ดังนั้น ต่อให้ใช้เงินทำ CSR มากเพียงใด ก็แทบจะไร้ประโยชน์ เพราะสังคมได้ไม่คุ้มเสีย
ถ้าหากมีความตั้งใจที่จะประกอบประโยชน์แก่สังคมอย่างแท้จริงและยั่งยืน บริษัททั้งหลายต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนแรก ก่อตั้งอย่างถูกต้อง ดำเนินการด้วยความรับผิดชอบ ไม่กระทำการที่เป็นการเบียดเบียนผู้คน ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่โกงภาษี ไม่หนีความรับผิดชอบ เมื่อเกิดความเสียหายก็แก้ไขและชดเชยให้สมค่าของความเสียหาย ไม่ว่าความเสียหายเกิดขึ้นแก่คนหรือธรรมชาติ หากต้นดีปลายย่อมดี จะมีหรือไม่มี CSR ก็ได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคมได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยไม่ต้องให้หน่วยงานใดหรือใครยกย่อง
แต่หากบริษัททั้งหลายทำบุญด้วยของไม่บริสุทธิ์เหมือนยายแฟงสร้างวัด ต่อให้ได้หน้าสักเท่าใดก็หนีความจริงไปไม่พ้น บุญก็ได้น้อยและบาปก็ตกอยู่กับผู้รับผิดชอบในบริษัทนั้น ไม่ว่าจะเชื่อเรื่องบาปบุญหรือไม่ก็ตาม








