วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เจรจาดับไฟใต้...พึ่งมาเลย์มากไปไหม?

มีข้อบ่งชี้หลายประการว่า ท่าทีที่มาเลเซียแสดงในบริบทการสร้าง "กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ"

ระหว่างฝ่ายความมั่นคงของไทย นำโดย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช. กับ นายฮัสซัน ตอยิบ ที่ถูกระบุว่าเป็นแกนนำขบวนการบีอาร์เอ็นนั้น เป็นการหวังผลทางการเมืองค่อนข้างชัดเจน

ทั้งๆ ที่ไทยกำหนดสถานะให้มาเลเซียเป็นเพียง "ผู้อำนวยความสะดวก" ให้เกิดการพูดคุย หรือที่ใช้คำภาษาอังกฤษว่า facilitator เท่านั้น ทว่าท่าทีที่รัฐบาลมาเลเซียแสดงออกกลับเสมือนหนึ่งเป็น "ตัวกลางในการเจรจา" หรือ mediator ดังเช่นการที่ นายกฯนาจิบ ราซัก ของมาเลเซีย แย่งซีน นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยการเปิดประเด็นนี้ระหว่างการแถลงข่าวผลการหารือทวิภาคีของทั้งสองประเทศ เมื่อวันที่ 28 ก.พ.ซึ่งมีการทำความตกลงอย่างเป็นทางการในเรื่องอื่น ไม่ใช่เรื่อง "พูดคุยสันติภาพ"

ที่สำคัญการเปิดข้อมูลโดยนายกฯนาจิบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่เคลื่อนไหวอยู่นอกประเทศไทย มีส่วนอย่างสำคัญในกระบวนการพูดคุยสันติภาพรอบนี้ ย่อมเท่ากับเป็นการ "โยนระเบิด" ใส่การเมืองไทย และเป็นการลดทอนโอกาสของความสำเร็จลงอย่างมาก เนื่องจากกลุ่มต่อต้านคุณทักษิณย่อมคัดค้านการพูดคุยสันติภาพโดยอัตโนมัติ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลของนายนาจิบเผชิญกับปัญหาหลายด้านในช่วงใกล้เลือกตั้งทั่วไปที่น่าจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะสถานการณ์ที่กลุ่มติดอาวุธ "สุลต่านซูลู" จากเกาะทางตอนใต้ฟิลิปปินส์ ยกพลขึ้นบกยึดหมู่บ้านหลายหมู่บ้านในเขตรัฐซาบาห์บนเกาะบอร์เนียว โดยอ้างว่าเคยเป็นดินแดนครอบครองของบรรพบุรุษพวกตนมาก่อน

ปัญหานี้เมื่อบวกกับภาวะคะแนนนิยมตกต่ำของรัฐบาลนายนาจิบเอง ส่งผลกระทบต่อฐานเสียงไม่น้อย การประกาศตัวเป็นผู้นำสันติภาพชายแดนใต้ของไทยจึงช่วยแก้หน้าให้กับมาเลเซียได้ไม่น้อยเช่นกัน

งานนี้มาเลเซียจึงมีแต่ได้กับได้ ขณะที่คุณทักษิณก็คงมี "ผลได้" อะไรบางอย่าง นอกเหนือจากการช่วยน้องสาวแก้ไขปัญหาภาคใต้ ซึ่งน่าจะเหลืออีกเพียงไม่กี่ปัญหาในประเทศไทยที่คุณทักษิณยังควบคุมสถานการณ์ไม่ได้อย่างแท้จริง

คำถามคือคนไทยได้อะไร ประเทศไทยได้อะไร?

ทีมของเลขาธิการ สมช.วิเคราะห์ในแง่ดีว่า การที่มาเลเซียประกาศตัวชัด เท่ากับเป็นข้อผูกมัดว่าต้องช่วยไทย โดยเฉพาะเจตจำนง 3 ข้อที่ได้ประกาศออกมา คือไม่สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน ไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง และไม่อนุญาตให้ใช้มาเลเซียเป็นที่หลบซ่อนหรือหลบหนีของผู้ก่อความไม่สงบ (ซึ่งควรทำตั้งนานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งทำ)

ฝ่ายความมั่นคงไทยมองว่านี่คือครั้งแรกที่มาเลเซียประกาศชัดๆ และออกมายืนในที่สว่างเคียงคู่กับไทย เสมือนเผชิญปัญหาร่วมกัน

พล.ท.ภราดร บอกว่า รู้ดีว่ามาเลเซียได้ประโยชน์ทางการเมืองในเรื่องนี้ แต่ก็เป็นธรรมดาของการเมืองระหว่างประเทศ ขณะที่คณะทำงานของ พล.ท.ภราดร ก็ให้ข้อมูลแบบเดียวกัน คืออ่านกันออก รู้ทั้งรู้ แต่ยังเชื่อว่า "ผลได้" มีเยอะกว่า

พล.ท.ภราดร บอกด้วยว่า เมื่อมาเลเซียจับมือกับไทย ผนวกกับการเตรียมก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า ทุกอย่างจะ "บังคับวิถี" ให้กลุ่มก่อความไม่สงบเคลื่อนไหวลำบากมากยิ่งขึ้น หนีข้ามฝั่งก็ไม่ได้ ถ้ายังเดินหน้าก่อเหตุทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ต่อไปก็จะยิ่งเสียมวลชน หากมาเลเซียไม่จริงใจก็จะถูกประณามจากชาติอาเซียน

สรุปก็คือต่างฝ่ายต่างมีไพ่ในมือ แม้จะรู้ไพ่ของอีกฝ่าย แต่ก็ต้องวัดใจกัน!

ปัญหาที่ต้องขบคิดก็คือ งานนี้แกนนำบีอาร์เอ็นเต็มใจมาร่วมลงนามในข้อตกลงสันติภาพที่กัวลาลัมเปอร์หรือว่าถูกบังคับให้มา เพราะบุคคลเหล่านั้นบางส่วนพำนักอยู่ในมาเลเซีย

รายงานลับของฝ่ายความมั่นคงไทยเองระบุว่า เคยพูดคุยเจรจากับคนกลุ่มนี้มาโดยตลอด (ทั้งบีอาร์เอ็นและพูโล) ในรัฐบาลชุดที่แล้วก็เคยส่ง "คนในรัฐบาล" ไปคุยกันที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ แล้วเหตุใดจึงไม่เปิด "เวทีพูดคุย" ในประเทศที่ไม่มีส่วนกับปัญหาชายแดนภาคใต้โดยตรง แทนที่จะเลือกใช้มาเลเซียซึ่งมีส่วนได้เสียกับปัญหาไม่น้อย โดยเฉพาะปัญหาคนสองสัญชาติ และการแข่งขันทางการเมืองในรัฐตามแนวชายแดนทางด้านเหนือ (ติดกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย) ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของพรรคฝ่ายค้านมาเลเซีย

ถ้ารัฐบาลนายนาจิบชนะเลือกตั้งแล้วทิ้งเรื่องพูดคุยสันติภาพ ไทยจะทำอย่างไร เพราะฝากความหวังและความรับผิดชอบไว้กับมาเลเซียเต็มๆ

การพูดคุยเจรจาเป็นเรื่องดีและน่าจะเป็นหนทางยุติความขัดแย้งได้ แต่ต้องดำเนินไปอย่างรู้เท่าทันและคำนึงถึงผลประโยชน์ชาติเป็นอันดับ 1 ด้วย!