บริษัท ฟิทช์ เรตติ้งส์ ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือ ของตราสารหนี้ระยะยาว สกุลเงินต่างประเทศของรัฐบาลไทย
จากระดับ BBB เป็น BBB+ โดยมุมมองที่มีเสถียรภาพ และคงอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาทของรัฐบาล ที่ระดับ A- โดยมุมมองที่มีเสถียรภาพ พร้อมทั้งปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศของรัฐบาล จากระดับ F3 เป็น F2 และปรับเพิ่มระดับเพดานอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ จากระดับ BBB+ เป็น A- ซึ่งเป็นการปรับครั้งแรกในรอบหลายปี หลายวิกฤติเศรษฐกิจ
แน่นอนว่าการปรับเครดิตของฟิทช์ เรตติ้งส์ ในครั้งนี้จะมีการนำไปใช้ในเชิงการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น และยังเป็นที่สงสัยว่าฝ่ายการเมืองมีส่วนสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เพราะหากพิจารณาจากการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่ผ่านมา นอกจากนโยบายประชานิยมที่เน้นการใช้จ่ายจากภาครัฐเป็นหลักแล้ว อาจกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจไทยมีการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมค่อนข้างน้อย อาทิ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หรือโครงสร้างพื้นฐานอื่น
การปรับเครดิตในครั้งถือว่าประเทศไทยในสายตาบริษัทจัดอันดับความเชื่อถือหรือในสายตาต่างชาตินั้นดีขึ้น หลังจากที่บริษัทจัดอันดับเครดิตชะลอการปรับหรือทบทวนเครดิตของไทยมานานในช่วงวิกฤติทางการเมือง ทั้งๆที่เศรษฐกิจของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะเกิดวิกฤติการเมืองยืดเยื้อยาวนานหลายปี จนมีการประเมินกันว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยนั้น ไม่เกี่ยวกับทางการเมืองมากนัก เพราะสามารถเติบโตได้ดีในช่วงวิกฤติการเมือง แต่อย่างไรก็ตาม มุมมองของฟิทช์ในครั้งนี้ ยังมีบางประเด็นต้องแก้ไขปรับปรุง
ฟิทช์เห็นว่าความสามารถในการชำระหนี้ของไทยยังมีความแข็งแกร่ง แต่ภาระผูกพันจากหนี้ของภาครัฐในภาพรวมอาจเพิ่มขึ้น จึงทำให้ไม่มีการปรับเครดิตตราสารหนี้สกุลเงินบาทในครั้งนี้ นอกจากนี้ ระดับรายได้เฉลี่ยต่อหัวที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผลิตภาพในการผลิตที่ต่ำและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มน้อย ยิ่งกว่านั้น ความตึงเครียดทางสังคมและการเมืองที่ลดลงในช่วงรัฐบาลนี้ แต่ยังคงดำรงอยู่ ซึ่งหากเกิดขึ้นในระดับที่รุนแรงอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้
ฟิตช์ยังเตือนว่าอันดับความเชื่อถืออาจลดลง โดยสิ่งที่รัฐบาลต้องระมัดระวัง คือ ขณะนี้ มีสัญญาณที่แสดงว่าเศรษฐกิจมีความร้อนแรงเกินไป อาทิ อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง การเจริญเติบโตของสินเชื่อ และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด โดยไม่มีนโยบายที่เหมาะสมรองรับ และหวังว่าผู้ดูแลด้านนโยบายจะรักษากรอบนโยบายอันก่อให้เกิดการเจริญเติบโตในระยะกลางถึงระยะยาว มากกว่าระยะสั้น ดังนั้นจึงมีประเด็นเชิงนโยบายอีกมากที่รัฐบาลจะต้องทำ
เราเห็นว่าการขยับเครดิตของไทยในครั้งนี้เป็นผลดีแน่ต่อการค้าการลงทุนของประเทศ ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลย่อมพึงพอใจกับการปรับเครดิตในครั้งนี้ เพราะอย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าการบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องระมัดระวังคำเตือนต่างๆของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงในอนาคต แม้ว่ามุมมองของฟิทช์ก็ไม่ถือเป็นเรื่องใหม่มากนักที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์และผู้ดูแลด้านนโยบายประเมินกันก่อนหน้านี้ หากเราทำให้เขายกย่องในบางด้านได้ ด้านที่เขาวิพากษ์วิจารณ์ก็น่าจะทำได้เช่นกัน






