หากพิจารณาเศรษฐกิจการลงทุนโลกในช่วงนี้ จะเห็นว่าเริ่มปรับตัวดีขึ้นจากตัวเลขเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐ เช่น ยอดค้าปลีกและดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดความร้อนแรงลง ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์หนักและเบา (ยกเว้นพลังงาน) ที่ส่งสัญญาณชะลอต่อเนื่อง ประกอบกับความคาดหวังเงินเฟ้อในสหรัฐที่เริ่มชะลอตัว และประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขาต่าง ๆ เริ่มส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ยรุนแรง ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจจีนรายเดือนดีขึ้น
โดยเฉพาะยอดค้าปลีกและการผลิตภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผลจากการเปิดเมือง แม้ตัวเลข GDP ไตรมาส 2 จะชะลอแรงก็ตาม
แต่ในอีกฝั่งหนึ่ง ความเสี่ยงของการลงทุนยังมีอยู่ จากปัจจัยต่าง ๆ เช่น (1) เงินเฟ้อในยุโรป และอังกฤษที่ยังพุ่งสูงสุดในรอบ 40 ปีต่อเนื่อง (2) การขึ้นดอกเบี้ย ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เกินคาดที่ 0.50% (3) กระแสการประท้วงและไม่จ่ายเงินค่าผ่อนที่พักอาศัยในจีนที่ปัจจุบันลุกลามไปเกือบ 300 โครงการในกว่า 91 เมือง
(4) วิกฤติเศรษฐกิจและการเมืองในตลาดเกิดใหม่รุนแรงขึ้น (5) การที่รัสเซียเปิดท่อก๊าซ Nord Stream กลับมาให้ชาติยุโรป แต่เพียงแค่ระดับเดิมที่สูงสุดเพียง 40% และ (6) วิกฤติการเมืองอิตาลีรุนแรงขึ้นหลังพรรคร่วมรัฐบาลไม่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เรามองว่า ภาพเศรษฐกิจการลงทุนที่เหมือนดูดีขึ้นแม้ว่าความเสี่ยงทั่วโลกยังคงมีอยู่นั้น เป็นเพราะตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่เริ่มชะลอตัวแต่ยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย เช่นเดียวกับความคาดหวังเงินเฟ้อในสหรัฐที่เริ่มชะลอตัว บ่งชี้ว่าแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์น่าจะลดลงได้บ้างในระยะต่อไป Fed จึงน่าจะเริ่มส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงแต่ราคาพลังงานยังคงผันผวนจะยังเป็นตัวกดดันราคาพลังงานในช่วงต่อไป
ขณะที่ในฝั่งของยุโรปและอังกฤษเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงแต่ทั้งสองที่ Behind the curve หรือขึ้นดอกเบี้ยช้าเมื่อเทียบกับสหรัฐ ทำให้ต้องส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยแรง การที่ Fed เริ่มคงระดับการตึงตัวดอกเบี้ย (หรือที่เรียกว่า Peak of hawkishness) ขณะที่ยุโรปและอังกฤษเร่งตัวขึ้นจะทำให้ลดการแข็งค่าของดอลลาร์ขึ้นได้บ้าง
ในฝั่งของจีนแม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะดีขึ้นแต่ต้องจับตากระแสการประท้วงและไม่จ่ายเงินค่าผ่อนที่พักอาศัยที่ลุกลามมากขึ้น แต่การที่ทางการเริ่มสั่งให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้กับผู้พัฒนาโครงการ ประกอบกับมาตรการการคลังที่สนับสนุนเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมน่าจะยังคงขยายตัวได้
สุดท้าย เรามองว่าความเสี่ยงเศรษฐกิจในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เริ่มมีมากขึ้น โดยปัจจุบันเริ่มมีหลายประเทศที่ประกาศพักชำระหนี้และ/หรือต้องเจรจาขอเงินช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของไทย สถานะทางการเงินและการคลังของไทยที่ยังแข็งแกร่งจะยังช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยได้และไม่ทำให้เงินบาทอ่อนค่ามากเกินไป แต่ต้องจับตาความผันผวนทางการเงินของประเทศเพื่อนบ้านที่อาจลุกลามทำให้ค่าเงินบาทผันผวนมากขึ้น (หรือที่เรียกว่า Contagion effect) ได้
ในฝั่งเรื่องมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาท และทุนสำรองเงินตราของไทยที่หดตัวลงไปมากนั้น ภาพที่เรามองสอดคล้องกับมุมมองของ ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ได้กล่าวในงาน Meet the press เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตอบในประเด็นทิศทางเงินบาทปัจจุบันที่ระดับอ่อนค่า เหล่านี้มาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไทย-สหรัฐ ที่กว้างขึ้นหรือไม่ จนทำให้เกิดเงินทุนไหลออกหรือไม่
ดร. เศรษฐพุฒิมองว่า “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย”อาจไม่ใช่ตัวที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่าเสมอไป โดยหากดูเงินทุนเคลื่อนย้ายของไทย เวลานี้ ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน พบว่ายังเป็นการไหลเข้าสุทธิของนักลงทุนต่างชาติที่ 3.5 พันล้านดอลลาร์
ในขณะที่เรามองว่า เมื่อพิจารณาจากรายงานเศรษฐกิจรายเดือนของ ธปท. พบว่าใน ไตรมาส 1 ปีนี้ บัญชีทุนเคลื่อนย้ายมีการเกินดุล 4.0 พันล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงที่ผู้ว่าการฯ พูดที่ 3.5 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม เริ่มมีแนวโน้มลดลงเริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย. ที่ Fed มีการขึ้นดอกเบี้ยมาก และทำให้บาทอ่อนค่าถึงกว่า 9%
อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าเงินบาทมีสิทธิอ่อนค่าลงได้ในครึ่งปีหลัง จากนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาไทยมากขึ้น โดยเราคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง 6 ล้านคน คิดเป็นรายได้ประมาณ 4.2 แสนล้านบาท หรือ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งจะ Cancel out เงินทุนไหลออกจากส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่าง Fed และ ธปท. ที่จะมีมากขึ้นได้
อีกประเด็นหนึ่ง ที่ผู้ว่าการฯ ธปท. ได้ตอบข้อสมมุติฐาน เรื่องเงินทุนสำรองที่ลดลงมาก เป็นเพราะ ธปท. ใช้ในการปกป้องค่าเงินบาทหรือไม่ โดย ดร. เศรษฐพุฒิตอบว่าไม่ เพราะหากดูช่วงหลัง การอ่อนค่าของเงินบาท ไม่ได้มาจากเงินทุนไหลออก แต่มาจากปัจจัยต่างประเทศ จากดอลลาร์แข็งค่า
ขณะที่หากดูตัวเลขการเปลี่ยนแปลงทุนสำรอง พบว่ามาจากการตีมูลค่าสินทรัพย์ที่ลงทุน โดยในช่วงที่ดอลลาร์แข็งค่า สินทรัพย์ในสกุลอื่นๆก็จะอ่อนค่า ทำให้ในแง่มูลค่าอาจลดลง ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญตัวหนึ่ง ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของทุนสำรอง เพราะธนาคารกลาง โดยทั่วไปมักถือหลายสกุลเงินในทุนสำรอง ไม่ได้มีเพียงสกุลเงินดอลลาร์เท่านั้น
จากการคำนวณของเราโดยใช้สมมุติฐานว่าทุนสำรองไทยเป็นไปในสัดส่วนเดียวกับทุนสำรองโลก จะพบว่าทุนสำรองที่ลดลงจากการตีค่าจากสกุลอื่นจะประมาณ 17.9% (คำนวณจากการอ่อนค่าของยูโร เยน หยวน ปอนด์สเตอลิงค์ ตามสัดส่วนของทุนสำรอง) ขณะที่ต้นปี ทุนสำรองลดลงไปประมาณ 10.5% บ่งชี้ว่า คำกล่าวของผู้ว่าการฯ ถูกต้องในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าประเด็นเงินไหลออกจากดุลบัญชีเดินสะพัด (จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น) ก็มีแรงผลักให้เงินบาทอ่อนค่าลงเช่นกัน
กล่าวโดยสรุป แม้เราเชื่อว่าแนวโน้มในระยะต่อไป การลงทุนอาจสามารถเริ่มปรับตัวดีขึ้นได้จากมุมมองของตลาดที่เริ่มมองว่าเกิดสถานการณ์ Peak of hawkishness ซึ่งจะทำให้ดอลลาร์เริ่มอ่อนค่าและบาทแข็งค่า ประกอบกับการที่เราเชื่อว่าดุลบัญชีเดินสะพัดน่าจะเริ่มกลับมาสมดุลจากนักท่องเที่ยวที่มากขึ้นและช่วยชดเชยจากการขาดดุลบัญชีทุนเคลื่อนย้ายได้
แต่นักลงทุนยังต้องมีความระมัดระวังในการลงทุนสูง เพราะหากเกิดปัจจัยลบ เช่น สงครามทวีความรุนแรงขึ้น หรือการปิดท่อส่งก๊าซของรัสเซียในยุโรป อาจทำให้เงินเฟ้อทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้ Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยแรง รวมถึงทำให้ดอลลาร์แข็งค่าได้
แม้เริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ แต่นักลงทุนทั้งหลายอาจยังต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน






