ผมวิตกเกินไปหรือเปล่า ว่ากระบวนการปฏิรูปสื่อของบ้านเรา อาจจะกำลังจะ"ย้อนยุค"หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าเดิมหรือเปล่า
เมื่อคลื่นความถี่ที่จะนำจัดสรรเพื่อทำ"ดิจิทัลทีวี"ประเภทสาธารณะ 12 ช่อง อาจจะกลายเป็น"ทีวีสาธารณะของรัฐ"แทนที่จะเป็น"ทีวีสาธารณะ"ที่อิสระจากอำนาจรัฐที่เป็นนิยามสำคัญของ"ทีวีสาธารณะ"ที่มีอยู่ในอารยะประเทศ
ความวิตกของผมเกิดขึ้นหลังจากทราบว่านายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย "วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์" ได้ยื่นหนังสือถึงพ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์(กสท.)เพื่อขอให้พิจารณาเลื่อนกรอบระยะเวลาการยื่นขอใบอนุญาตสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัลประเภทสาธารณะ 12 ช่องออกไปก่อนเพื่อให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อให้ได้มาซึ่งสถานีโทรทัศน์สาธารณะเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณชนอย่างแท้จริง
นายกฯวิสุทธิ์บอกว่าพ.อ.ดร.นทีชี้แจงว่า"ทีวีสาธารณะ"คือ"ทีวีสาธารณะของรัฐ"เท่านั้นที่กสท.ต้องทำตามกฎหมาย(พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 )ในมาตรา 11 คุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการบริการสาธารณะ (1) กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรมหาชนหรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐที่มิใช่รัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายหรือมีความจำเป็นต้องดำเนินกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
อาจารย์นทีระบุชัดว่ากสท.ต้องทำตามกฏหมายให้แน่ๆคือสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ที่อยู่ในกลุ่มทีวีสาธารณะแบบที่ 2 เพื่อความมั่นคง , สถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ช่อง 11 และสถานีโทรทัศน์เพื่อรัฐสภาที่อยู่ในกลุ่มทีวีสาธารณะแบบที่ 3 เพื่อให้รัฐหรือรัฐสภาใช้สื่อสารกับประชาชน,สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสแบบ SD 1 ช่องและแบบ HD 1 ช่องเพื่อแลกกับการยอมคลื่น UHF และยังมีหน่วยราชการอื่นๆที่ขอมาอีกครบ 12 ช่องไปแล้ว
ส่วนสมาคม มูลนิธิ สถาบันการศึกษาหรือองค์กรแบบอื่นๆที่ระบุไว้ในกฎหมายเหมือนกันจะต้องไปรอปลายปีเมื่อกสท.เปิดให้ยื่นขอ"ทีวีชุมชน"ที่มีพื้นที่การออกอากาศแบบจำกัดในรัศมีประมาณ 50 กิโลเมตรเท่านั้น
องค์กรอื่นๆที่มีคุณสมบัติตามมาตรา 11 ( 2) สมาคม มูลนิธิ หรือนิติบุคคลอื่นที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจ ซึ่งมีความเหมาะสมกับการประกอบกิจการบริการสาธารณะตามลักษณะและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด และ(3) สถาบันอุดมศึกษาเพื่อการใช้ประโยชน์ด้านการเรียนการสอนหรือการเผยแพร่ความรู้สู่สังคมตามลักษณะและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
ผมถามย้ำนายกฯวิสุทธิ์ว่าฟังผิดหรือฟังแบบไม่เข้าใจคำอธิบายของประธานกสท.อาจารย์นทีหรือเปล่าที่บอกว่าทีวีสาธารณะ 12 ช่องคือ"ทีวีของรัฐ"ทั้งหมดและดูเหมือนว่าจะมีกระทรวงต่างๆจับจอง"ช่องทีวีสาธารณะ"ไว้หมดแล้วครบ 12 ช่อง
นายกฯวิสุทธิ์ยังบอกว่าตัวแกเองและกรรมการสมาคมพยายามแย้งกับอาจารย์นทีอยู่พักใหญ่ว่า State TV กับ Public TV ไม่น่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่อาจารย์นทีบอกว่า State TV กับ Public TV คือเรื่องเดียวกันที่ระบุในกฎหมายไปแล้ว กสท.แค่ทำตามกฎหมายเท่านั้นไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ขอให้เห็นใจด้วย
ทำให้ผมต้องกลับมาพลิกอ่านกฎหมายแล้วก็ยังงงว่าแล้วคุณสมบัติองค์กรที่มีสิทธิ์ยื่นขอใบอนุญาตทำทีวีสาธารณะตามมาตรา 11( 2) กับ (3 ) ไม่มีสิทธิ์หรือถูกตัดสิทธิ์ไปได้ด้วยหรือ ?
กฎหมายกสทช.มาตรา 82 มีใจความสรุปว่าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐที่ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมไปก่อนวันที่การจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)มีผลบังคับใช้ให้มีหน้าที่แจ้งรายละเอียดการใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ รวมทั้ง"เหตุแห่งความจำเป็นในการถือครองคลื่นความถี่ต่อกสทช."
กสทช.ชุดนี้ที่เริ่มทำงานมาตั้งแต่เดือนต.ค.ปี 2554 ได้มีการกำหนดกรอบระยะเวลาอยู่ในแผนแม่บท 5 ปีให้หน่วยงานของรัฐที่ถือครองคลื่นความถี่จะต้อง"คืนคลื่นความถี่"วิทยุภายใน 5 ปี,โทรทัศน์ภายใน 10 ปีและโทรคมนาคม 15 ปี ซึ่งพอจะหยวนๆกล้อมแกล้มไปได้ว่าอย่างน้อยมีระยะเวลาสิ้นสุดในการ"คืนคลื่น"ก็ยังดีกว่าการถือครองกรรมสิทธิ์ใน"คลื่นความถี่"ที่เป็นทรัพยากรสาธารณะไปโดยตลอด แม้ว่าจะค่อนข้างยาวนานมากเกินไป
ถ้าตีความตามมาตรานี้สถานีโทรทัศน์ช่อง 5 , ช่อง 11 น่าจะหา"เหตุแห่งความจำเป็น"มาแสดงต่อกสท.ได้ เพื่อขอ"ถือครองคลื่นความถี่"โทรทัศน์ไปได้อีก 10 ปี
แล้วทำไมรัฐหรือกระทรวงต่างๆจะต้องมาเบียดบังเอาคลื่นความถี่ใหม่ที่กสท.จะใช้ทำดิจิทัลทีวีสาธารณะ 12 ช่องไปเป็น"ทีวีรัฐ" ซึ่งตามแนวทางของกสท.น่าจะมุ่งไปสู่ประโยชน์กับสาธารณะมากกว่าประโยชน์เพื่อหน่วยงานรัฐที่จะทำให้การปฏิรูปสื่อ"ย้อนยุค"กลับไปสู่"วงจรอุบาทว์"คลื่นความถี่ถูกจัดสรรคืนสู่รัฐมากยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
อยากให้ย้อนกลับไปทำความเข้าใจกับเจตนารมณ์ของการปฏิรูปสื่อที่เกิดขึ้นมาจากเหตุการณ์พฤษภาคมเลือดปี 2535 ที่มีการบรรจุเนื้อหาที่นับว่าก้าวหน้ามากที่สุดในรัฐธรรมนูญปี 2540 มาตรา 40 ที่ให้มีองค์กรอิสระ 2 องค์กรเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ที่ถือเป็นทรัพยากรสาธารณะให้เป็นประโยชน์สาธารณะจริงๆ กระแสปฏิรูปสื่อพัดแรงจัดถึงขั้นจะต้องเอาคลื่นความถี่วิทยุ-โทรทัศน์ของกองทัพมาจัดสรรใหม่ ซึ่งในที่สุดเกิดแรงต้านจากกองทัพจนการจัดตั้งองค์กรอิสระชุดวิทยุ-โทรทัศน์ไม่สำเร็จ
แล้วในรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 47 ตอกย้ำอีกแต่ให้เป็นองค์กรอิสระองค์กรเดียวคือกสทช.ในเวลาต่อมา เพียงแต่คราวนี้ไม่ได้เล่นกันแบบแตกหักทุบหม้อข้าวยึดคลื่นความถี่คืนจากกองทัพ-กรมประชาสัมพันธ์-อสมท.
ฝ่ายปฏิรูปสื่อในภาควิชาการและองค์กรเอกชนยอมอ่อนลงไปเยอะ ลดท่าทีดึงดันจะต้องยึดคืนทันทีแล้วยอมให้มีระยะเวลายืดหยุ่นพอสมควร จนแทบจะบอกได้ว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 และกฎหมายอีก 2 ฉบับคือกฎหมายประกอบกิจการวิทยุ-โทรทัศน์และกฎหมายกสทช.เกิดการ"ประนีประนอม"อย่างถึงที่สุดแล้ว
ทุกฝ่ายยอม"ถอยคนละก้าว"เพื่อมองไปข้างหน้า มุ่งไปสู่ยุคดิจิทัลมากกว่าย่ำอยู่กับยุคอนาล็อคที่เล่นกันแรงๆ"ยึดคืนคลื่น"โดยทันทีที่เป็นสาเหตุทำให้กระบวนการการปฏิรูปสื่อหยุดชะงักไปร่วม 10 ปี
มิหนำซ้ำในการแปรญัตติกฏหมายกสทช.ปี2553 ยังผ่อนปรนมากๆให้มีบทเฉพาะกาล มาตรา 82-83 ที่ให้อำนาจกสทช.ผ่อนปรนกระบวนการคืนคลื่นความถี่จากหน่วยงานรัฐให้มีเวลาอีกระยะหนึ่งหรือถ้าสามารถอธิบาย"เหตุแห่งความจำเป็นได้"ก็อาจจะไม่ต้องคืนยังได้เลย
และกฎหมายประกอบกิจการปี 2551 มาตรา 10 ว่าด้วยใบอนุญาตประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์แบบสาธารณะที่แบ่งเป็น 3 ประเภท โดยประเภทที่ 2 ยอมเขียนแบบล็อคสเปคให้กองทัพใช้ช่อง 5 ทำได้เหมือนเดิมคือ"ใบอนุญาตประกอบกิจการบริการสาธารณะประเภทที่ 2 ออกให้สำหรับกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยสาธารณะ"
มาตรา 20 ยังยอมให้กิจการโทรทัศน์สาธารณะประเภทความมั่นคงไม่ต้องมาแบมือพึ่งพางบประมาณของรัฐ ด้วยการเปิดช่องให้โฆษณาแบบเดียวกับที่ทำอยู่เดิม แต่มีเงื่อนไขพอไม่ให้น่าเกลียดว่าโฆษณาได้เท่าที่พอเพียงต่อการประกอบกิจการโดยไม่เน้นการแสวงหากำไร
ผมเป็นห่วงอาจารย์นทีที่คงมีแรงกดดันมหาศาลจาก"มือที่มองไม่เห็น"จากกระทรวงต่างๆเอื้อมมาล้วงเอาดิจิทัลทีวีสาธารณะไปจนไม่เหลือแล้ว อยากให้ชะลอการออกใบอนุญาตทีวีสาธารณะแบบยกเข่ง 12 ช่องในคราวเดียวออกไปอีกระยะหนึ่ง ทำไมจะต้องเร่งรีบออกใบอนุญาตทั้งหมด ตราบใดที่ยังไม่มีการออกแบบกระบวนการพิจารณาแบบ Beauty Contest จากทุกภาคส่วนของสังคมที่ควรจะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาออกใบอนุญาตทีวีสาธารณะ
ว่ากันตามกฎหมายของกสทช.แล้วช่อง 5, ช่อง 11 และไทยพีบีเอสมีสิทธิ์ในการยื่นขอใบอนุญาตทีวีสาธารณะ แต่กสท.ก็ไม่ควรจะใช้"อำนาจ"เกินขอบเขตแบบ"เลือกปฏิบัติ"ออกใบอนุญาตให้อย่างไม่มีเงื่อนไข โดยยังไม่มีกระบวนการพิจารณาที่ชัดเจนบอกกับสาธารณะว่าหลักเกณฑ์การประกวดแบบ Beauty Contest มีรายละเอียดขั้นตอนอย่างไรและผู้ประสงค์รายอื่นๆที่มีคุณสมบัติครบถ้วนจะยื่นขอประกอบกิจการทีวีสาธารณะได้เมื่อไหร่
อย่าให้การอนุมัติออกใบอนุญาตดิจิทัลทีวีสาธารณะ 12 ช่องกลายเป็น"รอยด่าง"ของการปฏิรูปสื่อที่เดินทางมาได้ไกลพอสมควร แล้วกสท.เป็นต้นตอ"ย้อนยุค"คืน"คลื่นความถี่"กลับไปสู่การถือครองของรัฐอีกครั้ง คลื่นความถี่ที่เป็นทรัพยากรสาธารณะที่นำมาออกใบอนุญาตให้เป็น"ทีวีสาธารณะ"ควรจะมีการออกแบบเพื่อประโยชน์สาธารณะจริงๆ
อาจารย์นทีควรจะใช้จังหวะนี้ที่"พลังสังคม"เริ่มเคลื่อนไหวออกมาจับตากระบวนการออกใบอนุญาตดิจิทัลทีวีสาธารณะเพื่อลด"แรงกดดัน"ในการเร่งออกใบอนุญาตดิจิทัลทีวีสาธารณะให้เป็น"ทีวีสาธารณะของรัฐ"ทั้งหมด แล้วเปิดให้กลไกของสังคมได้เข้ามามีส่วนกำหนดหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตว่าควรจะมีนิยามของ"ทีวีสาธารณะ"อย่างไรและคุณสมบัติของผู้ยื่นโดยเฉพาะจากกระทรวง,องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญว่ามีความจำเป็นหรือไม่,ผังรายการหรือเนื้อหาของช่อง, ระบบการตรวจสอบมอร์นิเตอร์เนื้อหารายการ, การกำหนดบทลงโทษถอนใบอนุญาตหากไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของกสท.ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสาระสำคัญของการออกแบบ"ทีวีสาธารณะ"ที่เป็นหัวใจของการปฏิรูปสื่อที่ควรจะมุ่งลดการครอบงำจากรัฐ









