เมื่อปี 2543 ผมพิมพ์หนังสือชื่อ จดหมายจากวอชิงตัน ออกมา เนื้อหาของหนังสือเล่าเรื่องราวของ 10 ประเทศซึ่งผมรู้จักดีมากจากการได้ศึกษาบ้าง
จากการได้อาศัยอยู่ในสังคมของเขาบ้างและจากหน้าที่การงานในระหว่างที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์อยู่ในธนาคารพัฒนาเอเชียและธนาคารโลกบ้าง ในบทที่ 9 ผมเล่าเรื่องประเทศไซปรัสโดยตั้งชื่อบทว่า “เกาะแก้วชี้แนวทาง” การตั้งชื่อเช่นนั้นเนื่องจากต้องการสื่อถึงประเด็นหลักว่าประเทศบนเกาะเล็กๆ อันสวยงามนั้นอาจมีบทเรียนสำคัญให้
ย้อนไปราว 30 ปีเป็นช่วงที่ผมมีหน้าที่ในด้านการประเมินการพัฒนาของไซปรัสให้แก่ธนาคารโลก ตอนนั้นไซปรัสกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่สามารถยืมเงินจากธนาคารโลกได้ไปเป็นประเทศก้าวหน้า หรือพัฒนาแล้วที่ธนาคารโลกงดให้ยืมเงิน ในตอนนั้นไซปรัสยังต้องการเป็นประเทศกำลังพัฒนาเพื่อจะคงไว้ซึ่งความสามารถในด้านการยืมเงินจากธนาคารโลกเนื่องจากได้ทั้งเงินทุนที่เสียอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราของธนาคารเอกชนและคำแนะนำทางด้านเทคนิคโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่เนื่องจากดัชนีชี้บ่งต่าง ๆ แสดงว่าไซปรัสได้ก้าวหน้าไปมากจนสมควรที่จะเข้าไปรวมกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ฉะนั้น ธนาคารโลกจึงยุติการให้ยืมเงินโดยอ้างตามภาษาของธนาคารโลกว่า ไซปรัสได้ “เรียนจบ” แล้ว
ก่อนเขียนต่อไปขอเรียนว่า เกาะไซปรัสแยกออกเป็นสองส่วนตั้งแต่เมื่อเกิดสงครามระหว่างเชื้อชาติในปี 2517 ส่วนที่กล่าวถึงนี้อยู่ทางตอนใต้ที่ประชาชนมีเชื้อสายกรีกและมีรัฐบาลที่ได้รับการรับรองจากองค์การสหประชาชาติ ส่วนทางตอนเหนือมีประชาชนเชื้อสายตุรกีแต่มีเพียงตุรกีเท่านั้นที่ให้การรับรอง
อะไรทำให้ธนาคารโลกมองว่าไซปรัสเรียนจบ? ดัชนีชี้วัดตัวสำคัญได้แก่ระดับรายได้รายบุคคลของประเทศ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ชาวไซปรัสมีรายได้รายบุคคลต่อปีราว 4,500 ดอลลาร์ซึ่งนับว่าสูงถึงระดับของประเทศพัฒนาแล้ว นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยอื่นที่ชี้บ่งว่าไซปรัสน่าจะยืมเงินจากธนาคารเอกชนได้เนื่องจากประเทศมีการบริหารจัดการดีและมีเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจซึ่งจะเป็นฐานของการพัฒนาต่อไปได้อย่างมั่นคง
เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา ชาวไซปรัสมีการศึกษาเบื้องต้นอย่างทั่วถึงและมีอัตราประชากรที่เรียนจบชั้นอุดมศึกษาไม่ต่ำกว่าของประเทศพัฒนาแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่านั้นคือ ระดับของการมีวินัย หรือการทำตามกฎเกณฑ์ของสังคมที่อยู่ในระดับสูงมาก ในด้านการเมือง ระบอบประชาธิปไตยได้พัฒนาไปถึงในระดับของประเทศก้าวหน้าในสังคมตะวันตกแล้ว การทำรัฐประหารและการแพ้เลือกตั้งแล้วชวนตีไม่มีเกิดขึ้นอีก พนักงานของรัฐมีการศึกษาสูง เข้าทำงานตรงต่อเวลาและให้บริการแก่ประชาชนดี ภาคเอกชนมีความสามารถสูงในด้านการบริหารจัดการธุรกิจรวมทั้งชาวชนบทที่ทำเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักด้วย
ในตอนนั้น รัฐบาลดำเนินนโยบายในด้านการบริหารจัดการเศรษฐกิจอย่างเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ นโยบายที่ดีประจวบกับคนมีคุณภาพทำให้โอกาสที่จะพัฒนาได้ต่อไปมีอยู่สูง และไซปรัสก็พัฒนาต่อไปได้ตามคาดอย่างต่อเนื่องจริงๆ จนในที่สุดสามารถเข้าร่วมสหภาพยุโรปได้ในปี 2547 ในตอนหลังๆ นี้ ชาวไซปรัสมีรายได้รายบุคคลใกล้ 30,000 ดอลลาร์ต่อปีแล้ว
อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้คงมีผู้ได้ยินเรื่องไซปรัสตกอยู่ในสภาพล้มละลายจนต้องไปขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และสหภาพยุโรปในแนวเดียวกันกับที่เกิดขึ้นกับสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ อาทิเช่น ไอร์แลนด์ โปรตุเกสและกรีซ ขอเรียนว่าผมเองนึกไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะเลวร้ายได้ถึงขนาดนั้น แต่ก็ไม่ถึงกับแปลกใจมากนักเนื่องจากไซปรัสเป็นประเทศขนาดเล็กที่ต้องอาศัยรายได้จากภายนอกสูงเป็นพิเศษโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยว สิ่งที่ผมแปลกใจได้แก่รัฐบาลเริ่มขาดวินัยในด้านการควบคุมงบประมาณยังผลให้เกิดการจ้างพนักงานเพิ่มขึ้นพร้อมกับให้สวัสดิการเพิ่มขึ้นด้วย การกระทำเช่นนั้นเป็นการใช้นโยบายในแนวประชานิยมเช่นเดียวกับรัฐบาลของกรีซ
การมีค่าใช้จ่ายผูกพันจากการจ้างพนักงานและการให้สวัสดิการเพิ่มเช่นนั้นนำไปสู่การมีความเสี่ยงสูงมากเนื่องจากวันไหนรัฐบาลมีรายได้ต่ำกว่าเป้า วันนั้นรัฐบาลอาจล้มละลาย นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับไซปรัสเมื่อเศรษฐกิจของยุโรปเริ่มถดถอยเมื่อปี 2551 ตามด้วยความซบเซามาจนกระทั่งทุกวันนี้
นอกจากนั้น ในช่วงที่เศรษฐกิจของยุโรปอยู่ในสภาพดี ธนาคารของไซปรัสฉวยโอกาสเข้าร่วมกระบวนการของธนาคารข้ามชาติที่ให้รัฐบาลหยิบยืมเงินเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในการให้รัฐบาลของกรีซยืม เมื่อรัฐบาลของกรีซล้มละลาย รายได้ของธนาคารในไซปรัสย่อมลดลงส่งผลให้ธนาคารสั่นคลอนด้วย สภาพเช่นนี้มีผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างทั่วถึง
แม้สภาพทางเศรษฐกิจจะเลวเลวร้ายในขณะนี้ แต่ไซปรัสยังมีปัจจัยที่ทำให้น่าไปเยี่ยมชม อาทิเช่น อากาศที่อุ่นสบายของย่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บ้านเมืองที่เป็นระเบียบเจริญหูเจริญตา ผู้คนที่มีการศึกษาสูง มีแหล่งพักผ่อนหย่อนใจมากมายตามย่านชายทะเล มีประวัติอันยาวนานและเป็นทางผ่านของอารยธรรมต่างๆ
จากเรื่องราวที่เล่ามานี้ ไซปรัสมีบทเรียนให้มากมาย ทั้งในทางบวกและในทางลบ หรือยังคงเป็นเกาะแก้วที่ชี้แนวทางให้ผู้ที่ต้องการเรียนรู้บทเรียนต่างๆ ทางด้านการพัฒนาและการบริหารจัดการเศรษฐกิจ






